ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินของจำเลยทั้งสอง จากการขายทอดตลาดของศาล และได้จดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อโจทก์ บนที่ดินดังกล่าวมีต้นอ้อยของจำเลยทั้งสองปลูกอยู่เต็มเนื้อที่ สภาพของต้นอ้อยดังกล่าวถูกทิ้งร้างไม่ได้บำรุงรักษา โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนต้นอ้อยออกจากที่ดินดังกล่าว จำเลยทราบแล้วเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเข้าปรับที่ดินเพื่อการเกษตรได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนต้นอ้อยในที่ดินดังกล่าวและห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องที่ดินดังกล่าวต่อไปหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เข้ารื้อถอนต้นอ้อยของจำเลยทั้งสองเอง โดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ได้ปลูกต้นอ้อยบนที่ดินตามฟ้องเต็มพื้นที่โดยสุจริตและได้ใส่ปุ๋ย ดายหญ้า ต้นอ้อยของจำเลยทั้งสองงอกงามดี ถ้าถึงฤดูกาลตัดต้นอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลจะได้ราคาประมาณ200,000 บาท จำเลยทั้งสองมีสิทธิทำการตัดอ้อยดังกล่าวได้อีก 2 ปีโจทก์ไม่มีสิทธิห้ามปรามจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโจทก์มีสิทธิเพียงได้ค่าเช่าหรือค่าเสียหายฐานละเมิดเท่านั้น หากโจทก์จะให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดิน โจทก์ต้องชดใช้ค่าส่วนเพิ่มของที่ดินเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนต้นอ้อยออกจากที่ดินตามฟ้อง ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวต่อไป

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองปลูกอ้อยอยู่ก่อนแล้วในที่ดินพิพาท ต่อมามีภารขายทอดตลาดที่ดินนั้นไป โจทก์เจ้าของที่ดินจะเข้าครอบครองที่ดินได้ต่อเมื่อได้ใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 วรรคแรก และมาตรา 1314 นั้น ปรากฎว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนต้นอ้อยออกไปจากที่ดินที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของศาล จำเลยทั้งสองให้การว่าจำเลยทั้งสองปลูกอ้อยโดยสุจริต จึงมีสิทธิตัดต้นอ้อยได้อีก 2 ปี โจทก์ไม่มีสิทธิให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโดยพลัน คงมีสิทธิได้เพียงค่าเช่าหรือค่าเสียหายเท่านั้น ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนต้นอ้อยออกจากที่ดินตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์ให้ทุเลาการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดการให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินแล้วปรากฏตามบันทึกการมอบการครอบครองที่ดินในสำนวนคดีนี้ ทั้งตามบันทึกดังกล่าวยังปรากฏข้อความด้วยว่า ที่ดินอยู่ในสภาพว่างเปล่ามีตออ้อยถูกเผาตายอยู่เพียงเล็กน้อย กับมีพงหญ้าขึ้นสูงเต็มไปหมด ดังนี้ เห็นว่าแม้คำวินิจฉัยในชั้นฎีกาจะออกมาในรูปใด ผลแห่งคำวินิจฉัยก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th