ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินนั้นอีกต่อไป แต่ไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่จะฟ้องร้องว่ากล่าวโจทก์เกี่ยวกับค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างโรงเรือนของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์จำเลยกับผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 249 ตำบลหัวเวียง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ร่วมกัน ต่อมาโจทก์จำเลยพิพาทกัน ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์กับผู้มีชื่อตามสัดส่วนที่แต่ละคนมีสิทธิ โดยโจทก์กับพวกได้ทางทิศตะวันออก จำเลยได้ส่วนที่เหลือ ต่อมาโจทก์ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางไปรังวัดแบ่งแยกแล้วออกโฉนดใหม่ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 25252 ซึ่งมีเรือนของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดดังกล่าวทั้งหลัง

ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองนำเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 มาปรับแก่คดีนี้เป็นการไม่ชอบ ต้องนำเอามาตรา 1312 มาปรับแก่คดีนี้จึงจะชอบนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าในขณะที่สร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นก็ดี ขณะที่สร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นก็ดี ผู้สร้างมิได้รู้ว่าที่ดินที่สร้างโรงเรือนหรือสร้างรุกล้ำนั้นเป็นที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าขณะที่จำเลยสร้างโรงเรือนนั้น ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์จำเลยและบุคคลอื่นอยู่ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของทั้งสองมาตราดังกล่าวนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 มาปรับแก่คดีโดยวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โรงเรือนของจำเลย แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยนั้น จึงเป็นการมิชอบ

อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้วเรือนของจำเลยปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนไปแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะอยู่ในที่ดินของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีกต่อไปและจำเลยไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องว่ากล่าวโจทก์เกี่ยวกับค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการสร้างโรงเรือนของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th