ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3, 4, 307, 308, 311, 315, 334 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินโดยใช้เงินจำนวน 722,136,005.03 บาท จำนวนเงิน 1,427,195,799.92 บาท และจำนวนเงิน 353,363,966 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3622/2553, 3799/2553 และคดีหมายเลขแดงที่ 1817/2555 ของศาลชั้นต้น คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.302/2553, อ.691/2553, อ.692/2553, อ.754/2553, อ.798/2553, อ.799/2553, อ.800/2553, อ.983/2553, อ.984/2553, อ.1568/2553, อ.1722/2553, อ.1981/2553, อ.1982/2553 ของศาลอาญา

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307, 308, 311 ประกอบมาตรา 315 (ที่ถูก 315 (เดิม)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการเบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับ (ที่ถูก กระทงละ) 500,000 บาท ในสำนวนแรก 60 กระทง ในสำนวนที่สอง 6 กระทง ในสำนวนที่สาม 1 กระทง รวม 67 กระทง เป็นจำคุก 335 ปี และปรับ 33,500,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และปรับ 33,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 2 ปี ให้จำเลยร่วมกันคืนโดยใช้เงิน ในสำนวนคดีแรกจำนวน 722,136,005.03 บาท ในสำนวนที่สองจำนวน 1,427,195,799.92 บาท และในสำนวนที่สามจำนวน 353,363,966 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1817/2555 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.302/2553, อ.691/2553, อ.692/2553, อ.754/2553, อ.798/2553, อ.799/2553, อ.800/2553, อ.983/2553, อ.984/2553, อ.1568/2553, อ.1722/2553, อ.1981/2553 และ อ.1982/2553 ของศาลอาญา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3622/2553, 3799/2553 ของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงในรายงานฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2556 ว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.984/2553 ของศาลอาญา โอนมาเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3799/2553 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีหมายเลขดำอื่น ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากประเทศแคนาดาไม่อนุญาตให้ดำเนินคดี และคดีหมายเลขดำที่ 3622/2553 และ 3799/2553 ของศาลชั้นต้น ได้รวมพิจารณาเข้ากับสำนวนคดีนี้แล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อในคดีดังกล่าวได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุธนาคาร ก. ผู้เสียหาย เป็นบริษัทมหาชนจำกัด และนิติบุคคลที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์และกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์ ระหว่างปี 2531 ถึงปี 2539 ธนาคารผู้เสียหายมีนายเกริกเกียรติ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ จำเลยเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติตั้งแต่ปี 2533 มีหน้าที่ดูแลฝ่ายบริหารการเงินและวิเทศธนกิจ ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2538 ธนาคารผู้เสียหายมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นทางการ ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2539 เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง ธนาคารผู้เสียหายมิได้ต่อสัญญาจ้างกับจำเลยอีก และในระหว่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งคณะตรวจการธนาคารพาณิชย์เข้าตรวจสอบกิจการธนาคารผู้เสียหายพบความผิดปกติในการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจที่จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้หนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นมาก การอนุมัติสินเชื่อที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย ขัดต่อกฎหมายและขัดต่อคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เพราะศาลสูงสุดแห่งบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดาส่งตัวจำเลยข้ามแดนจากประเทศแคนาดามายังประเทศไทยตามคำสั่งศาล ซึ่งระบุอ้างถึงรายงานการสืบสวนคดีอาญาที่จำเลยเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยมีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ซ. ซึ่งต่อมาจำเลยถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 3054/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 1817/2555 จนศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ซึ่งตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 (ค.ศ. 1911) ข้อ 6 ระบุว่า "ผู้ร้ายที่ส่งไปให้แล้วนั้น ห้ามไม่ให้ประเทศที่รับตัวไปนั้นเอาไปกักขังหรือชำระโทษอย่างอื่น ๆ นอกจากโทษที่ร้องขอรับตัวไปจนกว่าจะได้ปล่อยตัว หรือให้โอกาสแก่คนที่รับตัวไปนั้น เพื่อกลับไปยังประเทศที่ส่งตัวให้นั้นได้ แล้วจึงจะชำระโทษคดีอย่างอื่น ๆ ได้…" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักความผิดเฉพาะเรื่องที่ได้ร้องขอรับตัวไปเท่านั้นที่จะถูกดำเนินคดีได้ ส่วนความผิดอื่นนอกเหนือจากความผิดที่ร้องขอรับตัว โจทก์ไม่สามารถดำเนินคดีกับจำเลยได้ ซึ่งหลักนี้เป็นที่ทราบกันในวงการกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนว่า คือ "หลักความผิดเฉพาะเรื่อง"หรือ"Doctrine of Specialty" ซึ่งอัยการสูงสุดมีหนังสือถึงรัฐบาลแห่งประเทศแคนาดาขอให้ยินยอมในการดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมอีก 16 คดี ซึ่งล้วนแต่เป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนการส่งตัวจำเลยมายังประเทศไทย แต่ก่อนที่จะได้รับจดหมายตอบจากรัฐบาลแห่งประเทศแคนาดา โจทก์ฟ้องจำเลยเพิ่มเติมจากคดีเดิมเป็นอีกหลายคดี ในจำนวนนั้นมีคดีทั้งสามสำนวนนี้ด้วย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาข้อ 6 การดำเนินการของอัยการสูงสุดดังกล่าวอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการแก้ไขสนธิสัญญาระหว่างประเทศซึ่งไม่มีข้อกำหนดให้ยกเว้นการปฏิบัติตามข้อ 6 นี้ได้ เห็นว่า การส่งตัวจำเลยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้ดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 ซึ่งตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่บรรดาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อความตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ดังนั้น การดำเนินคดีกับจำเลยจะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 ซึ่งตามข้อ 6 กำหนดว่า "ผู้ร้ายที่ส่งไปให้แล้วนั้น ห้ามไม่ให้ประเทศที่รับตัวไปนั้นเอาไปกักขังหรือชำระโทษอย่างอื่น ๆ นอกจากโทษที่ร้องขอรับตัวไป…" หลักการนี้เป็นหลักความผิดเฉพาะเรื่องหรือ "Doctrine of Specialty" เพื่อป้องกันมิให้ประเทศผู้ร้องขอ เมื่อได้รับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว จะฉวยโอกาสดำเนินคดีอื่นนอกเหนือจากคดีที่กล่าวอ้างในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จนในที่สุดอาจจะมีการดำเนินคดีอื่นที่ต้องห้ามมิให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีที่มีโทษประหารชีวิต ก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารัฐบาลประเทศแคนาดาส่งตัวจำเลยกลับมาให้ดำเนินคดีในประเทศไทย ในคดีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับบริษัท ซ. ซึ่งต่อมาจำเลยถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 3054/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 1817/2555 ซึ่งคดีดังกล่าวถือว่าเป็นคดีหลัก แต่ต่อมาจากการสืบสวนของเจ้าพนักงานทราบว่าจำเลยกระทำความผิดอื่นอีก อัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลางตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ได้มีหนังสือขอความยินยอมจากรัฐบาลแคนาดาเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมรวม 16 คดี ในข้อนี้ จำเลยยอมรับตามฎีกาจำเลยว่าทางการแคนาดาให้คำยินยอมแก่อัยการสูงสุดดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติม 3 คดี และคดีทั้งสามสำนวนนี้รวมอยู่ในจำนวนคดีที่ขออนุญาตทั้งหมด 16 คดี ซึ่งอัยการสูงสุดในฐานะผู้ประสานงานกลาง มีอำนาจหน้าที่ประสานงานการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้ประเทศผู้ร้องขอ และการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนแก่ประเทศไทยและการอื่นที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 5 อัยการสูงสุดจึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการขอความยินยอมจากประเทศผู้รับคำร้องขอ ส่วนการที่อัยการสูงสุดดำเนินการประสานงานขอความยินยอมในการดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมนั้น หาใช่เป็นการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาข้อ 6 ไม่ ตรงกันข้าม กลับเป็นการปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพราะเมื่อประเทศแคนาดาไม่ยินยอมให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมกับจำเลยในคดีใด พนักงานอัยการก็ปฏิบัติตาม และการดำเนินการขอความยินยอมในการดำเนินคดีกับจำเลยเพิ่มเติมดังกล่าว มิใช่เป็นการแก้ไขสนธิสัญญาแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีคำวินิจฉัยว่า การที่ประเทศไทยโดยอัยการสูงสุดได้ทำหนังสือไปยังประเทศแคนาดาขออนุญาตดำเนินคดีเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสามคดีนี้ในภายหลัง หลังจากที่ทางการแคนาดาส่งตัวจำเลยให้ทางการไทยเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิส่วนบุคคลของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติดังกล่าว มีลักษณะเป็นรายงานสรุปความเห็น (views adopted by the committee) ว่ากรณีดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของประเทศแคนาดาออกหนังสือให้ความยินยอมตามการร้องขอของอัยการสูงสุดแห่งประเทศไทย โดยไม่เสนอหรือเปิดโอกาสให้จำเลยได้เสนอข้อเท็จจริงตลอดจนความเห็นคัดค้าน และตามรายงานดังกล่าวเพียงแต่ระบุให้ประเทศแคนาดาชดใช้เยียวยาหรือฟื้นฟูอย่างจริงจัง จึงเป็นเรื่องของความเห็นและต้องมีการดำเนินการทางวิถีทางในทางระหว่างประเทศในลักษณะการเยียวยาต่อไป ทั้งจำเลยก็รับในฎีกาว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติข้างต้นยังไม่ผูกพันประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีในพิธีสารเลือกรับที่เพิ่มเติมจากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กรณีจึงไม่อาจอ้างเรื่องการเยียวยาดังกล่าวมาเป็นการแก้ไขฟื้นฟูโดยการยกฟ้องจำเลยตามที่จำเลยฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เป็นผู้กล่าวโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นแล้วได้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับจำเลยตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 46 นว แม้การร้องทุกข์จะมิได้ร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม แต่เมื่อการสอบสวนได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ประกอบกับฐานความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหามิใช่ความผิดต่อส่วนตัว เจ้าพนักงานของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่จำเป็นต้องร้องทุกข์ซ้ำอีก พนักงานสอบสวนมีอำนาจดำเนินการสอบสวนได้ โดยแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ ซึ่งปรากฏตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว การร้องทุกข์ของเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่เป็นโมฆะ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า การส่งตัวจำเลยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การส่งตัวจำเลยกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะในการส่งตัวจำเลยจากประเทศแคนาดามายังประเทศไทยนั้น ปรากฏว่าไม่มีการแสดงเอกสารใด ๆ ที่ระบุตัวตนของจำเลยที่ออกให้โดยรัฐบาลอินเดีย และจำเลยยังฎีกาในทำนองว่าหนังสือเดินทางของจำเลยหมดอายุ ตราประทับและกระบวนการเข้าเมืองของจำเลยไม่ชอบ ถือว่าขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของประเทศไทยและพิธีสารระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยไม่ได้อ้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ชัดแจ้ง ประกอบกับการดำเนินการส่งตัวจำเลยมาดำเนินคดีในประเทศไทยเป็นการดำเนินการตามกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่มีการประสานงานระหว่างรัฐต่อรัฐซึ่งมีวิธีปฏิบัติเป็นการเฉพาะ ลำพังข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ว่า ไม่มีการแสดงเอกสารใด ๆ ที่ระบุตัวตนของจำเลยที่ออกให้โดยรัฐบาลอินเดีย หรือกระบวนการเข้าเมืองกระทำโดยไม่ถูกต้องนั้น ยังไม่มีผลถึงขนาดทำให้กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของจำเลยมิชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ก่อนอื่นเห็นควรวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายก่อน เนื่องจากจำเลยเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ จำเลยฎีกาทั้งสามสำนวนในทำนองเดียวกันว่า การทำธุรกรรม 60 ครั้ง นายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร ก. ผู้เสียหาย เป็นผู้ใช้บัตรผ่านรายการ ในคดีหมายเลขดำที่ 3622/2553 คดีหมายเลขแดงที่ 4138/2559 ของศาลชั้นต้น อนุมัติวงเงินสินเชื่อชั่วคราวให้แก่ลูกค้า 13 ราย และจำเลยอ้างว่า การทำธุรกรรม 42 ครั้งจาก 60 ครั้ง เป็นการเบิกเงินเกินบัญชี และได้จ่ายคืนทั้งหมดแล้ว การทำธุรกรรมอีก 10 ครั้งไม่มีการจ่ายเงินออกจากธนาคาร ก. ผู้เสียหาย ส่วนการทำธุรกรรมที่เหลืออีก 8 ครั้ง โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง ธนาคารผู้เสียหายจึงไม่ได้รับความเสียหาย ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า เมื่อปี 2533 จำเลยทำงานเป็นที่ปรึกษานายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารผู้เสียหาย ต่อมาธนาคารผู้เสียหายมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่ปี 2538 ตามคำสั่งที่ 399/2538 ลงวันที่ 5 เมษายน 2538 และธนาคารผู้เสียหายมีระเบียบของธนาคารหลายฉบับที่เกี่ยวกับขอบเขตการอนุมัติสินเชื่อและการก่อภาระผูกพัน ได้แก่

1.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยขอบเขตการอนุมัติสินเชื่อและการก่อภาระผูกพัน พ.ศ. 2537 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2537 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการให้สินเชื่อว่าต้องมีการเรียกหลักประกันในกรณีที่มีการจดจำนองจำนำหลักประกันจะให้สินเชื่อได้ไม่เกินวงเงินราคาหลักประกันที่ธนาคารประเมิน

2.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยขอบเขตการอนุมัติสินเชื่อและการก่อภาระผูกพัน พ.ศ. 2539 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 ซึ่งนำมาใช้แทนระเบียบธนาคารฉบับปี 2537

3.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติงานสำรวจตรวจสอบและประเมินราคาหลักประกันสินเชื่อ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2537 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2537 เป็นระเบียบที่กำหนดเกี่ยวกับการประเมินราคาหลักประกันซึ่งมีสาระสำคัญว่า ผู้ที่สำรวจ วิธีการสำรวจของสินเชื่อแต่ละวัตถุประสงค์ ถ้าทำการประเมินหลักประกันสินเชื่อโดยบุคคลภายนอกต้องส่งผลประเมินหลักประกันสินเชื่อให้สำนักควบคุมสินเชื่อตรวจสอบและให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งระเบียบนี้มีการแก้ไขโดยระเบียบว่าด้วยวิธีการปฏิบัติงานสำรวจตรวจสอบและประเมินราคาหลักประกันสินเชื่อ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2538 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538

4.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการอำนวยสินเชื่อเร่งด่วน พ.ศ. 2538 ประกาศเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2538 มีผลใช้บังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2538 โดยกำหนดนิยามคำว่า สินเชื่อเร่งด่วน คือ สินเชื่อที่มีความจำเป็นไม่สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนปกติได้และเป็นสินเชื่อที่มีระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน หากดำเนินการอนุมัติสินเชื่อเร่งด่วนไปแล้ว ต้องนำเอกสารไปขอสัตยาบันจากผู้มีอำนาจอนุมัติวงเงินถาวรตามระเบียบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งระเบียบนี้ถูกแก้ไขในปี 2539 โดยระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการอำนวยสินเชื่อชั่วคราว พ.ศ. 2539 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 โดยแก้ไขนิยามคำว่า สินเชื่อชั่วคราวกำหนดระยะเวลาให้สั้นลงเหลือเพียง 45 วัน

5.ระเบียบปฏิบัติงานระบบออนไลน์เป็นระเบียบที่กำหนดการใช้บัตรผ่านรายการ ตามหนังสือที่ สญ. 148/2533 ลงวันที่ 28 กันยายน 2533 เรื่องระเบียบปฏิบัติงานระบบออนไลน์คอมพิวเตอร์ และหนังสือที่ สญ. 063/2536 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2536 มีข้อกำหนดว่า การมอบบัตรทำรายการหรือบัตรผ่านรายการให้ผู้อื่นทำรายการแทน ผู้ถือบัตรต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายต่อธนาคาร และหากเกิดความเสียหายแก่ธนาคาร เจ้าของบัตรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยเจ้าของบัตรต้องลงนามให้ครบถ้วนทุกรายการและถือว่ารับทราบการใช้บัตรผ่านรายการของตนเองโดยลงนามในใบอนุมัติผ่านรายการหรือ cut form ซึ่งเป็นเอกสารที่พิมพ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์หลังจากใช้บัตรรูดผ่านรายการ

6.ระเบียบธนาคาร ก. ว่าด้วยวิธีปฏิบัติในการอำนวยสินเชื่อชั่วคราว พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับวันที่ 1 เมษายน 2539 ออกมาเพื่อใช้แทนระเบียบว่าด้วยวิธีปฏิบัติการอำนวยสินเชื่อเร่งด่วน พ.ศ. 2538

นอกจากนี้ยังมีหลักการพิจารณาให้สินเชื่อทุกประเภทตามหลักทั่วไป ได้แก่ 5c ประกอบด้วย 1.capital หมายถึง ทุน โดยต้องพิจารณาทุนของลูกหนี้ที่จะนำมาร่วมกับเงินสินเชื่อ 2.character หมายถึงลักษณะนิสัยประวัติของลูกหนี้ 3.conditions เงื่อนไขในการขอใช้สินเชื่อและสภาพเศรษฐกิจ 4.capacity หมายถึงความสามารถในการดำเนินการและชำระหนี้คืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการให้สินเชื่อ 5.collaterals หมายถึง ต้องพิจารณาหลักประกันว่าลูกหนี้มีหลักประกันเพียงไร เพียงพอต่อการชำระหนี้หรือไม่ โดยหากไม่มีหลักประกัน หลักเกณฑ์ในการให้สินเชื่อก็จะมีความเข้มงวดมากกว่าปกติ ระเบียบทั้งหมด ทุกฝ่ายในธนาคารรวมทั้งผู้บริหารการเงินฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อยกเว้น ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารครั้งที่ 9/2537 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2537 ปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อประเภท investment banking หรือการให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการหรือธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน กล่าวคือ ลูกหนี้ผู้ขอสินเชื่อต้องนำหุ้นที่ซื้อทั้งหมดมาจำนำไว้กับธนาคาร และในส่วนหลักประกันที่เป็นหุ้น ธนาคารให้สินเชื่อได้ไม่เกินร้อยละ 60 ของวงเงิน โดยมูลค่าหุ้นดังกล่าว ธนาคารตีราคาให้เท่ากับร้อยละ 70 ของราคาที่ตกลงซื้อและต้องนำอสังหาริมทรัพย์มาวางเป็นประกันอีกร้อยละ 40 ของวงเงินส่วนที่เหลือ โดยธนาคารจะประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์เท่ากับร้อยละ 75 ของราคาประเมินที่ดินตามรายงานการประชุมและมติที่ประชุม โดยโจทก์มีนายสำรอง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร ก. ผู้เสียหาย และนายเศกสรร ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย มาเบิกความว่า คณะผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ได้เข้าตรวจสอบกิจการและสินทรัพย์ของธนาคาร ก. เป็นประจำทุกปีโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 การตรวจสอบจัดแบ่งเป็น 5 คณะ ได้แก่ 1.คณะตรวจสอบด้านสินเชื่อ 2.ด้านธุรกิจ 3.ด้านต่างประเทศ 4.ด้านกำไร ขาดทุนเงินฝากและการค้ำประกัน และ 5.ด้านสินทรัพย์หนี้สินทั่วไป จากการตรวจสอบพบว่าธนาคารผู้เสียหายให้สินเชื่อก่อให้เกิดหนี้เสียและมีปัญหาเรื่องฐานะการเงิน โดยกลุ่มธุรกิจของจำเลยมีหนี้คงค้างกับธนาคารผู้เสียหายจำนวนสูงขึ้นมาก โดยในปี 2536 เป็นลูกหนี้ธนาคารผู้เสียหายรวม 11 ราย เป็นเงินจำนวน 1,030 ล้านบาท แต่มีหลักประกันเพียง 387 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกคำสั่งตามหนังสือที่ ธปท.ณป.184/2537 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2537 และมีคำสั่งข้อกำหนดข้อ 8 ว่าการให้สินเชื่อต้องให้สินเชื่อแก่บริษัทที่มีฐานธุรกิจที่แท้จริงและในการให้สินเชื่อเกินกว่า 30 ล้านบาทต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารกลั่นกรองก่อน ต่อมาในปี 2537 กลุ่มธุรกิจของจำเลยเป็นลูกหนี้ธนาคารผู้เสียหายเพิ่มขึ้นรวม 56 ราย เป็นเงินจำนวน 6,590 ล้านบาท มีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออย่างรวบรัด ไม่มีการวางหลักประกัน และในปี 2538 กลุ่มของจำเลยเป็นลูกหนี้ธนาคารผู้เสียหายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 17,413 ล้านบาท แต่มีหลักประกันที่สามารถตรวจสอบได้เพียง 5,680 ล้านบาท ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยได้แก้ไขระเบียบดังกล่าวโดยออกคำสั่งฉบับใหม่ส่งไปพร้อมกับหนังสือที่ ธปท.ณป.783/2538 ลงวันที่ 18 เมษายน 2538 โดยสั่งการเกี่ยวกับด้านสินเชื่อ โดยเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาให้สินเชื่อแก่บริษัทที่มีฐานทางธุรกิจที่แท้จริงและการให้สินเชื่อเกินกว่า 30 ล้านบาท ต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารกลั่นกรองก่อน ซึ่งนายเกริกเกียรติไม่ได้แจ้งคำสั่งในหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารผู้เสียหายทราบโดยละเอียด ต่อมาภายหลังการตรวจสอบในปี 2538 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แก้ไขระเบียบดังกล่าวและออกคำสั่งส่งไปพร้อมกับหนังสือที่ ธปท.ณป.838/2539 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2539 โดยเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้นและให้ระงับการให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ลูกหนี้เพื่อซื้อหุ้นเข้าครอบงำกิจการ จัดแผนลดภาระหนี้ ให้เลิกจ้างจำเลยภายใน 10 วัน ห้ามมอบหมายให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจของธนาคารผู้เสียหายทุกชนิด หลังจากทราบคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย นายเกริกเกียรติกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายเอกชัย และนายวันชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ยังคงอนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย และนายเศกสรรพยานโจทก์ตรวจสอบพบว่า มีการอนุมัติสินเชื่อผิดปกติและมีจำนวนสูงตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อและคณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง แต่พบข้อเท็จจริงว่า ในการประชุมของคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2538 ที่ประชุมมีมติมอบอำนาจให้กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อนุมัติสินเชื่อชั่วคราวโดยไม่จำกัดจำนวนซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจของจำเลยมีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคารผู้เสียหาย ได้แก่ หนี้เงินกู้ระยะสั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเพื่อซื้อหุ้นครอบงำกิจการ การอาวัลตั๋วเงินกับซื้อลดตั๋วแลกเงิน และการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวให้แก่บริษัทในกลุ่มธุรกิจของจำเลยที่มิได้ประกอบกิจการอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีเงินทุนจดทะเบียนต่ำ การอนุมัติสินเชื่อไม่ผ่านคณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารของธนาคารผู้เสียหายเพื่อพิจารณากลั่นกรองความเป็นไปได้ของโครงการ กับไม่มีการเรียกหลักประกันและไม่ประเมินความสามารถในการชำระหนี้คืน นอกจากนี้หลักประกันสินเชื่อเงินกู้ระยะสั้นก็เป็นหุ้นกับที่ดินที่มีมูลค่าต่ำและที่ดินดังกล่าวมีผู้ประเมินราคาไว้สูงเกินความเป็นจริงมากโดยไม่ผ่านการตรวจสอบของสำนักควบคุมสินเชื่อของธนาคารผู้เสียหาย ลูกหนี้ส่วนใหญ่มีสถานที่ตั้งและมีที่อยู่ติดต่อแห่งเดียวกัน เป็นบริษัทที่เพิ่งมีการจดทะเบียนใหม่ ไม่มีงบการเงินที่ใช้ในการวิเคราะห์ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้ธนาคารผู้เสียหายตรวจสอบราคาประเมินที่ดินที่เป็นหลักประกันใหม่ก็พบว่าที่ดินที่นำมาเป็นหลักประกันมีราคาต่ำกว่าราคาประเมินมาก การขอสินเชื่อของลูกค้ากลุ่มธุรกิจจำเลยไม่มีใบคำขอสินเชื่อ มีเพียงใบขออนุมัติที่พนักงานของธนาคารผู้เสียหายบันทึกเสนอขึ้นไปตามลำดับชั้น และส่วนใหญ่การขอสินเชื่อจะไม่มีสัญญากู้ยืม คงมีแต่ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ลูกค้าออกให้เป็นหลักฐานแห่งหนี้และลูกหนี้มิได้นำเงินกู้ที่ได้รับไปซื้อหุ้นครอบงำกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ขอกู้ การอนุมัติวงเงินอาวัลและซื้อลดตั๋วแลกเงินไม่มีหลักประกัน ส่วนสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวตรวจสอบแล้วพบว่า หลังจากมีการกู้เงินระยะสั้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินไว้เป็นหลักฐานแห่งหนี้แล้ว ต่อมามิได้ชำระหนี้ตามตั๋วแต่มีการส่งจ่ายเช็คทั้งที่เงินในบัญชีไม่พอจ่ายเพื่อขออนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีและนำเงินที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมไปชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเดิมพร้อมดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งระงับการให้สินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวในทันที แต่ยังมีการฝ่าฝืน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีคำสั่งระงับการให้สินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวโดยเด็ดขาดและโดยพลัน เห็นว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการประกอบกิจการของธนาคารผู้เสียหายเพราะพบความผิดปกติในการปล่อยสินเชื่อและมีหนี้เสียเพิ่มจำนวนสูงขึ้นในลักษณะผิดปกติ จึงมีคำสั่งให้ธนาคารผู้เสียหายชี้แจงและเพิ่มมาตรการต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 24 และมาตรา 24 ทวิ ซึ่งธนาคารผู้เสียหายโดยนายเกริกเกียรติในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารอื่นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างเคร่งครัด สำหรับการอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มิได้เป็นไปตามระเบียบของธนาคารผู้เสียหายและฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย นายเกริกเกียรติและผู้บริหารอื่นต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุมัติสินเชื่อตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการอนุมัติโดยใช้บัตรผ่านรายการซึ่งธนาคารผู้เสียหายออกให้แก่นายเกริกเกียรติโดยเฉพาะ และเป็นการอนุมัติฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย ซึ่งระเบียบดังกล่าวและคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยล้วนแล้วแต่กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ธนาคารผู้เสียหายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนผู้ฝากเงินซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของธนาคารผู้เสียหายทั้งสิ้น หากนายเกริกเกียรติดำเนินการตามกฎหมาย คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบดังกล่าวแล้ว ความเสียหายก็ย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ที่จำเลยฎีกาว่าตามเอกสารที่โจทก์อ้างส่ง ไม่มีหลักฐานการโอนเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดออกไปจากธนาคารผู้เสียหาย จึงไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ธนาคารผู้เสียหาย ธนาคารผู้เสียหายมีผลประกอบการได้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปีตามรายงานประจำปี 2537 และปี 2538 การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งและมีหนังสือถึงธนาคารผู้เสียหาย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ระเบียบของธนาคารผู้เสียหายและคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยล้วนแต่เป็นแนวปฏิบัติของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีธรรมาภิบาล โดยเฉพาะคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคำสั่งที่มีกฎหมายรองรับให้กระทำได้ และไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติกับธนาคารผู้เสียหายแต่เพียงธนาคารเดียว อีกทั้งข้ออ้างที่จำเลยนำสืบว่ากิจการของธนาคารผู้เสียหายมีผลกำไรนั้น ก็ปรากฏจากการตรวจสอบของคณะผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ว่า ความจริงแล้วธนาคารผู้เสียหายประสบภาวะขาดทุนมีหนี้เสียจำนวนมาก นอกจากนี้นายเกริกเกียรติกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก็ถูกดำเนินคดีสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นจนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9661/2559 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3072-3074/2563 โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า นายเกริกเกียรติกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่านายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหาย อนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและคำสั่งของธนาคารผู้เสียหาย สำหรับปัญหาว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกับนายเกริกเกียรติด้วยหรือไม่ จำเลยฎีกาทั้งสามสำนวนในทำนองเดียวกันว่าลูกหนี้ของผู้เสียหายได้ชำระหนี้หมดแล้ว การอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวมิได้มีการเบิกเงินไปจริง ลูกหนี้บางรายยังเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารผู้เสียหาย ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ชักนำมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับบริษัทหลายบริษัทที่ขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย ได้แก่บริษัท ก. บริษัท ล. บริษัท ข. บริษัท อ. บริษัท ค. บริษัท ช. บริษัท ส. บริษัท น. บริษัท ต. บริษัท พ. บริษัท ซ. บริษัท ท. บริษัท ม. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทในสำนวนแรก บริษัท ว. บริษัทในสำนวนคดีที่สอง และบริษัท ส. บริษัทในสำนวนที่สาม โดยพฤติการณ์ในการขอสินเชื่อและการอนุมัติกระทำในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ บริษัทแต่ละบริษัทที่จำเลยชักนำหรือมีส่วนเกี่ยวข้องจะได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว การให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการ การอาวัลตั๋วเงินและการซื้อลดตั๋วแลกเงินกับธนาคารผู้เสียหายโดยมีการใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติหรือบัตรผ่านรายการของนายเอกชัย อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชี อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว ในบางครั้งจะมีรายการรายงานประจำวัน - รายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงินที่แสดงการหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันและยอดที่ค้างในรายการเคลื่อนไหวบัญชีกระแสรายวันพร้อมดอกเบี้ยเงินเกินบัญชี หรือบางครั้งเป็นการหักเงินจากเช็คที่มีการเรียกเก็บเงิน หรือบางครั้งเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้ภายในธนาคารหรือที่ลูกหนี้มีต่อธนาคารตามใบหักเงินหรือสลิป จากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหายส่วนในประเด็นเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างจำเลยกับบริษัทต่าง ๆ นั้น ในสำนวนแรกโจทก์นำสืบโดยโจทก์มีนางสุวิมล รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ นายอนันต์ หัวหน้าฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ ธนาคารผู้เสียหาย และนายเศกสรร ผู้ตรวจการธนาคาร ฝ่ายกฎหมายและคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า ระบบการใช้งานของบัตรผ่านรายการซึ่งเป็นบัตรในความรับผิดชอบของนายเกริกเกียรติ หมายเลขบัตรดังกล่าวสื่อความหมายว่าผู้ใช้บัตรเป็นชั้นสูงสุด ซึ่งอยู่ชั้น 12 ส่วนบัตรผ่านรายการเป็นบัตรลำดับรอง ซึ่งอยู่ในชั้น 9 ขั้นตอนอนุมัติ เมื่อมีรายการหักบัญชีตามใบหักเงินหรือสลิปแล้วก็ให้เรียกเก็บจากหน่วยงานภายในธนาคารหรือมีเช็คเรียกเก็บเงินจากบัญชีกระแสรายวันของลูกค้ามาผ่านโดยส่งที่พนักงานที่ให้บริการรับฝากถอนเงินโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่าพนักงานเทลเลอร์ที่ฝ่ายการธนาคารชั้น 1 สำนักงานใหญ่ จากนั้นพนักงานเทลเลอร์จะทำการผ่านบัญชีของลูกค้าตามเอกสารหักเงินหรือเช็คชั่วคราว หากเงินในบัญชีกระแสรายวันของลูกค้าไม่พอให้หักเงินหรือมีไม่พอให้จ่ายเงินตามเช็ค พนักงานเทลเลอร์จะรวบรวมใบหักเงินหรือเช็คเสนอหัวหน้าผู้ควบคุมพนักงานเทลเลอร์เพี่อแยกลูกค้าของฝ่ายงานสินเชื่อและติดต่อให้ตรวจสอบบัญชีลูกค้า ในการดำเนินการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชี โดยปกติในช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจจะนำบัตรผ่านรายการ ลงมาที่ฝ่ายการธนาคารชั้น 1 โดยพยานปากนางสุวิมลเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้นำบัตรผ่านรายการมาส่งมอบให้กับพยานทุกครั้งและพยานมอบบัตรผ่านรายการดังกล่าวให้หัวหน้าผู้ดูแลพนักงานเทลเลอร์เพื่อส่งมอบบัตรผ่านรายการดังกล่าวพร้อมใบหักเงินหรือเช็คเรียกเก็บให้พนักงานเทลเลอร์ใช้บัตรผ่านรายการ รูดผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์อนุมัติตั้งวงเงินสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวหรืออนุมัติเพิ่มวงเงินสินเชื่อเบิกเกินบัญชีชั่วคราวหรืออนุมัติขยายระยะเวลาวงเงินและเบิกจ่ายสินเชื่อให้แก่ลูกค้า โดยธนาคารผู้เสียหายเป็นผู้จ่ายเงินไปตามจำนวนในใบหักเงินหรือสลิปหรือเช็คเรียกเก็บแทนลูกหนี้ ซึ่งธนาคารผู้เสียหายจะหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันของลูกหนี้ หลังจากพนักงานเทลเลอร์ใช้บัตรผ่านรายการแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะพิมพ์เอกสารที่เรียกว่า cut form ซึ่งเป็นรายงานการใช้บัตรผ่านรายการแต่ละรายการ จากนั้นพนักงานเทลเลอร์จะคืนบัตรผ่านรายการพร้อมแบบ cut form ในแต่ละรายการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ จากนั้นจะนำบัตรผ่านรายการพร้อมแบบ cut form ดังกล่าวส่งมอบให้แก่จำเลยต่อไป และหลังจากธนาคารปิดทำการแล้ว ฝ่ายการธนาคารจะพิมพ์รายงานประจำวันออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่ารายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน หรือ CD1120 (รวม 2 แฟ้ม) ซึ่งในช่องผู้อนุมัติจะปรากฏเลขที่บัตรผ่านรายการทั้งสิ้น โดยฝ่ายการธนาคารจะส่งรายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงินของแต่ละวันให้นายเกริกเกียรติในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่เพื่อตรวจสอบ โดยไม่ปรากฏว่า นายเกริกเกียรติได้ท้วงติงการใช้บัตรผ่านรายการ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตนในการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวดังกล่าวแต่อย่างใด โดยในข้อนี้โจทก์มีนายธีรพันธ์ นายสุโรจน์ นายคมหรือสันติ พนักงานของธนาคารผู้เสียหายตำแหน่งเทลเลอร์ มาเบิกความสนับสนุนให้เห็นว่านายเกริกเกียรติได้กระทำการโดยใช้โอกาสที่ตนมีอำนาจในการใช้บัตรผ่านรายการของธนาคารผู้เสียหายอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวอนุมัติผ่านเงินเข้าบัญชีกระแสรายวันให้แก่นิติบุคคลต่าง ๆ ต่างกรรมต่างวาระ โดยจำเลยมีความเกี่ยวพันกับบริษัทดังกล่าว คือ

1) บริษัท ก. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติตั้งวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 7,800,701.84 บาท ตามรายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปจากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหายและหักดอกเบี้ยเงินเกินบัญชี ปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีกระแสรายวันและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวบัญชีกระแสรายวัน ครั้งที่ 2 วันที่ 4 มีนาคม 2539 มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,722,430.38 บาท ตามรายงานประจำวันและรายการอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปจากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหาย ปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีของบัญชีกระแสรายวัน ซึ่งบริษัทนี้มีนายรังสรรค์ พนักงานบริษัทในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการ บริษัทมีที่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 586 จำเลยเป็นผู้จัดหาลูกหนี้รายนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

2) บริษัท ล. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว บัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 3,126,687.21 บาท ปรากฏตามรายงานประจำวันและรายการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคารผู้เสียหาย วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติตั้งวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 3,831,517.91 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามใบหักเงินหรือสลิปจากฝ่ายต่างประเทศของธนาคารผู้เสียหาย จำนวน 6,258,726.01 บาท บริษัทเป็นหนี้ธนาคารผู้เสียหาย 17,531,517.91 บาท จำเลยเป็นผู้จัดหาบริษัทนี้เข้ามาขอสินเชื่อกับธนาคารผู้เสียหาย

3) บริษัท ข. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว บัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 9 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 51,107.48 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามเช็คเรียกเก็บเงิน รายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี ครั้งที่ 2 วันที่ 29 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,338,370.84 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามเช็คเรียกเก็บเงินจำนวน 3 ฉบับ ครั้งที่ 3 วันที่ 8 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวจำนวน 1,059,604.73 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 24 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 7,880 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินที่มีอยู่ภายในธนาคารผู้เสียหายจำนวน 3 รายการ ครั้งที่ 5 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,263,359.20 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคารผู้เสียหายจำนวน 3 รายการ ครั้งที่ 6 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 55,624,191.79 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคาร ครั้งที่ 7 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 1,360,616.43 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินตามเช็คเรียกเก็บเงิน ครั้งที่ 8 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 6,914,178.08 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่ภายในธนาคารปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายงานการเคลื่อนไหวทางบัญชี ครั้งที่ 9 วันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 2,620,183.30 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีและจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บจำนวน 3 ฉบับ ปรากฏรายการหักเงินจากบัญชีและยอดหนี้ค้างในรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี บริษัท ข. มีจำเลยเป็นกรรมการบริษัท และได้ร่วมกับนายวันชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเงินและวิเทศธนกิจ นายเอกชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายขอเปิดบัญชีกระแสรายวันของบริษัทและเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายและถอนเงินจากบัญชีของบริษัทโดยมีจำเลยเป็นผู้ลงนามในเช็คของบริษัท เพื่อนำมาเบิกจ่ายเงินสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

4) บริษัท อ. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 4 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 5 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 7,842,087.43 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 8 มกราคม 2539 เป็นเงิน 84,433.25 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 4,253,714.52 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มีนาคม 2539 เป็นเงิน 10,409,522.45 บาท บริษัทนี้มีนางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาจำเลยและนายวันชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการเงินและวิเทศธนกิจของธนาคารผู้เสียหายเป็นกรรมการ และจำเลยเป็นผู้จัดหาลูกค้ามาขอสินเชื่อธนาคารผู้เสียหายเพื่อครอบงำกิจการบริษัทดังกล่าว

5) บริษัท ค. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว บัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อลูกหนี้มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 1 ครั้ง วันที่ 7 มีนาคม 2539 อนุมัติตั้งวงเงินชั่วคราวจำนวน 90,574,794.53 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักเงินเพื่อจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บ บริษัทนี้มีนายปรีชาพล พนักงานบริษัทในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น เดิมสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 30 ต่อมาได้ย้ายไปตั้งอยู่เลขที่ 586 ซึ่งเป็นที่ตั้งเดียวกับบริษัท ก.

6) บริษัท ช. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 1 ครั้ง วันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 513,321.04 บาท ถึง 70 บริษัทนี้มีนายเกริกเกียรติเป็นกรรมการ และมีนางสาวสุนันทาน้องสาวภรรยาของจำเลยเป็นกรรมการและเป็นผู้ร่วมลงนามสั่งจ่ายเช็คของบริษัท

7) บริษัท ส. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 3 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 12 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว เป็นเงิน 29,080,741.46 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 188,884,342.25 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 20 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 104,713,864.04 บาท บริษัทนี้มีนายจรัญ พนักงานขับรถของจำเลยเป็นกรรมการบริษัท และต่อมาได้เปลี่ยนให้นางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาจำเลยเข้ามาเป็นกรรมการร่วมกับพนักงานในกลุ่มบริษัทของจำเลยเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายและเบิกถอนเงินจากบัญชี

8) บริษัท น. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามรายการสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 30 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 140,104.07 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นรายการหักบัญชีเพื่อจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บ 4 ฉบับ ครั้งที่ 2 วันที่ 28 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว จำนวน 118,691.36 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 10 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 183,842.77 บาท ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 168,330 บาท ครั้งที่ 5 วันที่ 15 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 152,000 บาท ครั้งที่ 6 วันที่ 16 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราว เป็นเงิน 37,790 บาท ครั้งที่ 7 วันที่ 17 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 137,543.20 บาท ครั้งที่ 8 วันที่ 19 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 3,173,096 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีเพื่อชำระเงินกู้ที่มีอยู่ในธนาคารผู้เสียหาย ครั้งที่ 9 วันที่ 23 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 464,466.35 บาท ครั้งที่ 10 วันที่ 25 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 493,782 บาท ครั้งที่ 11 วันที่ 29 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 2,080 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีเพื่อจ่ายเงินตามเช็คเรียกเก็บ ครั้งที่ 12 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 9,369,534.79 บาท ครั้งที่ 13 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 500 บาท ครั้งที่ 14 วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 16,873 บาท ครั้งที่ 15 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 17,313 บาท ครั้งที่ 16 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 42,062 บาท ครั้งที่ 17 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 840,440 บาท ครั้งที่ 18 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 16,572 บาท ครั้งที่ 19 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 2,485 บาท ครั้งที่ 20 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 837,846.89 บาท ครั้งที่ 21 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 268,615 บาท ครั้งที่ 22 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 20,000 บาท ครั้งที่ 23 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินชั่วคราวเป็นเงิน 10,991,932.53 บาท ครั้งที่ 24 วันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 9,328,439.86 บาท ครั้งที่ 25 วันที่ 7 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 9,537 บาท ครั้งที่ 26 วันที่ 8 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 467,656 บาท ครั้งที่ 27 วันที่ 11 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 181,487.90 บาท ครั้งที่ 28 วันที่ 15 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 103,567 บาท ครั้งที่ 29 วันที่ 18 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 561,898.19 บาท ครั้งที่ 30 วันที่ 21 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 100,600 บาท บริษัทนี้มีนางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาของจำเลย เป็นกรรมการบริษัทร่วมกับพนักงานในกลุ่มบริษัทของจำเลย มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่เลขที่ 586 ซึ่งนางสาวสุนันทาเป็นผู้ร่วมลงนามสั่งจ่ายเช็คเรียกเก็บเงินของบริษัทนี้ด้วย และจำเลย เป็นผู้จัดหาชักนำบริษัทดังกล่าวมาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

9) บริษัท ต. มีทุนจดทะเบียน 10,000 บาท ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 58,101,786.01 บาท บริษัทนี้มีนายภิเศก และนางสาวสมบูรณ์ พนักงานในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการ และมีนายจิตตสร ลูกพี่ลูกน้องของนายเกริกเกียรติถือหุ้นร่วมด้วย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 30

10) บริษัท พ. ได้รับอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราววันที่ 29 ธันวาคม 2538 เป็นการอนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 15,148,687.28 บาท บริษัทนี้มีนางสาวนิตยา และนางสันทนา พนักงานในกลุ่มของจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น จำเลยเป็นผู้จัดหาชักนำบริษัทนี้เข้ามาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

11) บริษัท ซ. ได้รับอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 28 ธันวาคม 2538 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 5,757,260.28 บาท โดยรายการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีเพื่อชำระดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 03/2538 ที่มีอยู่กับธนาคารตามใบหักเงินหรือสลิป ครั้งที่ 2 วันที่ 22 มกราคม 2539 อนุมัติตั้งวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 4,447,383.55 บาท บริษัทนี้มีนางสาวสุนันทา น้องสาวภรรยาจำเลยเป็นกรรมการ จำเลยเป็นผู้ติดต่อประสานงานบริษัทนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

12) บริษัท ท. ได้รับอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2539 อนุมัติขยายวันครบกำหนดวงเงินชั่วคราวและเพิ่มวงเงินเบิกเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 54,253,197.84 บาท จำเลยเป็นผู้ประสานงานจัดหาบริษัทนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

13) บริษัท ม. ได้รับอนุมัติสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว โดยขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ปรากฏตามแฟ้มสินเชื่อของลูกหนี้ มีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว 3 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 30 มกราคม 2539 อนุมัติตั้งวงเงินเกินบัญชีชั่วคราวเป็นเงิน 23,293.85 บาท ครั้งที่ 2 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นเงิน 24,568,293.85 บาท ครั้งที่ 3 วันที่ 4 มีนาคม 2539 เป็นเงิน 9,266.30 บาท บริษัทนี้จำเลยเป็นผู้ติดต่อประสานงานจัดหาบริษัทนี้มาขอสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย

และนอกจากนี้โจทก์มีนายสุรพลหรือสืบศักดิ์ นางสมบูรณ์ นางสาวลำเจียก นางสันทนา นายพิศาล นางสาวจารุนันท์ นางสาวนิตยาหรือสุภิญญา นางมุกดา นายธนวัฒน์ พยานโจทก์มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานเคยเป็นพนักงานบริษัทในกลุ่มของจำเลย และมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทและ/หรือเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทในกลุ่มของจำเลย โดยจะมีนายรังสรรค์หรือประสาร เป็นหัวหน้า หรือมีนางสาวสุนันทา น้องภรรยาจำเลยเป็นผู้สั่งการ และบุคคลทั้งสองได้รับคำสั่งมาจากจำเลยในการนำชื่อพยานแต่ละคนมาเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ซึ่งพยานโจทก์ดังกล่าวทุกปากไม่มีบุคคลใดมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบหลักฐานการใช้บัตรผ่านรายการ ของนายเกริกเกียรติทั้งหมดแล้ว สนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยชักนำบริษัทดังกล่าวซึ่งจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียในบริษัท มาขอสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารผู้เสียหาย แล้วจำเลยอาศัยความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติเอื้อประโยชน์ในการอนุมัติให้บริษัทในกลุ่มของจำเลยและบริษัทที่จำเลยชักนำมาได้รับอนุมัติสินเชื่อ โดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวได้โดยง่าย รวมทั้งเป็นการอนุมัติโดยไม่มีการทำสัญญาและไม่มีหลักประกัน โดยจำเลยและนายเกริกเกียรติรู้อยู่แล้วว่าบริษัทดังกล่าวไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยรู้เห็นและมีส่วนร่วมกับนายเกริกเกียรติอาศัยโอกาสที่นายเกริกเกียรติเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีหน้าที่อนุมัติสินเชื่อและจำเลยเป็นที่ปรึกษาในการกระทำเป็นขั้นตอนเพื่อเบียดบังเอาทรัพย์และเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่จำเลยเป็นเพียงที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ จำเลยมิใช่กรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับนายเกริกเกียรติได้ แต่ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้ความสะดวกในการกระทำความผิดของนายเกริกเกียรติ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายเกริกเกียรติกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายให้กระทำผิดหน้าที่ เบียดบังเอาทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของธนาคารผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องและตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ว่าธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างไร และเมื่อดูจากรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและหลักทรัพย์ประกันความเสียหายแล้ว ผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากกรณีการทำธุรกรรมผ่านบัตรผ่านรายการ จำนวน 60 ครั้ง นั้น จำนวน 42 ครั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบิกเงินเกินบัญชี และได้มีการจ่ายคืนหมดแล้ว จำนวน 10 ครั้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับรายการที่ไม่ใช่เงินสด เช่น การจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารผู้เสียหายหรือการโอนหนี้สินระหว่างบัญชีลูกค้าของผู้เสียหาย และอีกจำนวน 8 ครั้ง โจทก์ขาดหลักฐานในการนำมาแสดงเนื่องจากไม่มีอยู่จริง นั้น เห็นว่า การที่จำเลยอาศัยตำแหน่งในฐานะที่ตนเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารผู้เสียหายเข้าไปมีส่วนในการใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทที่จำเลยมีส่วนได้เสียหรือบริษัทที่จำเลยเป็นผู้จัดหามา จนทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับอนุมัติสินเชื่อโดยไม่มีการทำสัญญาและไม่มีหลักประกัน ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อธนาคารผู้เสียหายที่อาจจะไม่ได้รับชำระหนี้หรือได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวน ซึ่งในข้อนี้นายอุทัย หัวหน้าตรวจสอบ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เบิกความสนับสนุนว่าพยานได้ทำการตรวจสอบธนาคารผู้เสียหายจำนวน 4 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2534 พบว่ามีการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง มีหลักประกันไม่คุ้มหนี้ มีหนี้เสียมาก ครั้งที่ 2 ปี 2536 พบว่าธนาคารผู้เสียหายไม่สามารถแก้ไขปัญหาลูกหนี้เก่ารายใหญ่และลูกหนี้ใหม่รายใหญ่ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้น กระทบต่อเงินกองทุนของธนาคารผู้เสียหาย การให้สินเชื่อฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่าการให้สินเชื่อลูกหนี้รายใหม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณา และมีการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่ไม่มีพื้นฐานทางธุรกิจรองรับจริง มีทุนจดทะเบียนต่ำ ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เมื่อปี 2537 และปี 2538 ผลการตรวจสอบพบว่าธนาคารผู้เสียหายไม่มีการแก้ปัญหาเรื่องหนี้เสีย และยังให้สินเชื่อที่ฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย จนทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้ธนาคารผู้เสียหายเลิกจ้างจำเลย สนับสนุนให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายและธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างมาก ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การทำธุรกรรมผ่านบัตรผ่านรายการ จำนวน 42 ครั้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบิกเงินเกินบัญชีและได้มีการจ่ายคืนหมดแล้ว ธุรกรรมจำนวน 10 ครั้ง เป็นการจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารผู้เสียหายหรือการโอนหนี้สินระหว่างบัญชีลูกค้าของผู้เสียหาย และธุรกรรมอีกจำนวน 8 ครั้ง โจทก์ขาดหลักฐานในการนำมาแสดงเนื่องจากไม่อยู่จริง เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใดมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับสำนวนที่สองซึ่งจำเลยฎีกาทำนองว่าการที่บริษัท ว. นำตั๋วแลกเงินจำนวน 50 ฉบับ ฉบับละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ มาขายลดให้แก่ผู้เสียหาย นั้น ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับธนาคารผู้เสียหาย ส่วนกรณีการใช้บัตรผ่านรายการ อนุมัติเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีชั่วคราว ไม่มีใครได้รับประโยชน์จากการอนุมัติวงเงินชั่วคราวโดยใช้บัตรผ่านรายการดังกล่าว และกรณีที่ธนาคารผู้เสียหายอนุมัติสินเชื่อเงินกู้ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ แก่บริษัท ว. นั้น ธนาคารผู้เสียหายได้รับการชำระเงินเต็มจำนวนจากการขายทอดตลาดหลักประกันแล้ว นั้น เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์มีนางสุวิมลมาเบิกความว่า จำเลยมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการขอสินเชื่อของบริษัทดังกล่าวโดยบริษัทได้ขายลดตั๋วเงินจำนวน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีธนาคาร น. ซึ่งจดทะเบียนที่ประเทศรัสเซียเป็นผู้อาวัลตั๋ว จำเลยเป็นผู้นำเอกสารของบริษัทมาส่งมอบและจำเลยได้รับมอบอำนาจจากบริษัททำสัญญาขายลดตั๋วเงินดังกล่าวกับธนาคารผู้เสียหายตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน โดยนายเกริกเกียรติเป็นผู้อนุมัติ ต่อมาบริษัทได้ขอสินเชื่อกับธนาคารผู้เสียหาย จำเลยเร่งรัดให้พยานจัดทำใบขออนุมัติสินเชื่อเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและในที่สุดก็ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทดังกล่าวโดยใช้บัตรผ่านรายการ ซึ่งเป็นบัตรที่ธนาคารผู้เสียหายออกให้นายเอกชัยในการอนุมัติสินเชื่อ 4 ครั้ง และบริษัทนำสินเชื่อที่ได้รับไปซื้อกิจการของบริษัท ร. แล้วนำหุ้นของบริษัทดังกล่าว รวมจำนวน 4,900,000 หุ้น มาจำนำเป็นหลักประกัน พร้อมกับจำนองที่ดินของบริษัท ธ. ที่จังหวัดพิจิตรและจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีราคาประเมินสูงเกินความจริง ซึ่งความจริงราคาที่ดินดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าสินเชื่อที่ได้รับเป็นจำนวนมากมาเป็นหลักประกัน และเมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อจากนายเกริกเกียรติแล้ว บริษัท ซ. มอบอำนาจให้จำเลยลงนามในสัญญา และจำเลยมีหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการธนาคารผู้เสียหายแจ้งให้ธนาคารผู้เสียหายโอนเงินที่ขายลดตั๋วแลกเงินเข้าบัญชีกระแสรายวันของบริษัท 7 บริษัท รวมเป็นเงิน 1,172,171,999.92 บาท ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทในเครือของจำเลย กระบวนการขอและอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว ผิดระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย โดยได้ความจากนายสาธิต นายไพโรจน์ นายธานินทร์ และนายเศกสรร พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยที่ตรวจสอบการอนุมัติสินเชื่อรายนี้พบว่า การให้สินเชื่อไม่ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารธนาคารผู้เสียหายเพื่อกลั่นกรองแต่อย่างใด แต่เป็นการอนุมัติโดยลำพังของนายเกริกเกียรติและนายเอกชัยเอง เป็นการผิดระเบียบของธนาคารว่าด้วยการอนุมัติสินเชื่อ Investment Banking และฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนราคาประเมินที่ดินที่เป็นประกันนั้นก็มิได้ส่งเรื่องให้สำนักควบคุมสินเชื่อของธนาคารผู้เสียหายตรวจสอบและให้ความเห็นก่อน ต่อมาเมื่อตรวจสอบภายหลังจึงทราบว่าราคาประเมินที่ดินสูงเกินความเป็นจริงไปมาก นอกจากนี้การให้สินเชื่อเพื่อครอบงำกิจการบริษัท ร. แล้วนำหุ้นของบริษัทมาจำนำก็ขัดต่อมติที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารผู้เสียหาย และไม่มีเหตุผลใด ๆ ประกอบว่าเหตุใดธนาคารผู้เสียหายจึงอนุมัติวงเงินสินเชื่อให้บริษัท ซ. โดยไม่มีการเสนอแผนโครงการนำสินเชื่อไปประกอบกิจการใดและไม่มีการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารธนาคารผู้เสียหายพิจารณา แม้กระทั่งธนาคารผู้อาวัลก็ไม่ปรากฏว่ามีการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของผู้อาวัลแต่อย่างใด อีกทั้งการกระจายเงินสินเชื่อที่ได้รับไปยังบรรดาบริษัทต่าง ๆ ถึง 7 บริษัท ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทในเครือข่ายของจำเลยและยังมีการโอนเงินบางส่วนไปยังบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นชาวต่างประเทศและอยู่ในต่างประเทศหลายครั้ง นั้น เป็นพฤติการณ์ที่ส่อแสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตที่ต้องการยักย้ายถ่ายเทเงินสินเชื่อให้ยากต่อการติดตาม ในการดำเนินการดังกล่าวจำเลยซึ่งเป็นที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ ถือว่า เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของธนาคาร กลับมีพฤติการณ์ที่เป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ของธนาคารผู้เสียหายกับผลประโยชน์ในกลุ่มธุรกิจที่จำเลยมีส่วนได้เสีย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงปราศจากข้อสงสัยรับฟังได้ว่า จำเลยอาศัยตำแหน่งที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารผู้เสียหายร่วมกับนายเกริกเกียรติใช้ตำแหน่งหน้าที่และความรู้ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการธนาคารและการลงทุน กระทำผิดหน้าที่วางแผนเบียดบังทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายอันเป็นการแสวงหาประโยชน์มิควรได้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 แต่จำเลยมิได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมได้ จำเลยจึงต้องรับผิดฐานช่วยเหลือให้ความสะดวกการกระทำความผิดของนายเกริกเกียรติและนายเอกชัย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ในสำนวนที่สองนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับสำนวนที่สาม เกี่ยวกับการให้สินเชื่อบริษัท ส. โจทก์มีนายอนันต์ นางสาวสุวิมล และนายเศกสรรเบิกความทำนองเดียวกันว่า เดิมบริษัทมีนายจรัญ เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นคนเดียว เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 บริษัทฯติดต่อขอสินเชื่อกับธนาคารผู้เสียหายในวงเงิน 660,000,000 บาท เพื่อครอบงำกิจการของบริษัท น. นายอนันต์จัดทำใบขออนุมัติสินเชื่อ เสนอให้นายเกริกเกียรติ และวันที่ 19 กันยายน 2537 นายเกริกเกียรติได้อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในวงเงิน 660,000,000 บาท จากนั้นบริษัทได้นำหุ้นจำนวน 6,670,000 หุ้น ราคาประเมินโดยบริษัท ฟ. หุ้นละ 75 บาท มาจำนำเป็นประกันพร้อมกับจำนองที่ดินที่จังหวัดสระแก้ว จำนวน 16 แปลง เนื้อที่รวม 459 ไร่ 88 ตารางวา รวมราคาประเมินเป็นเงิน 826,000,000 บาท ประเมินโดยบริษัท ร. หลังจากได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2537 บริษัท ส. ได้รับเงินสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหายจำนวน 347,953,425 บาท โดยบริษัทฯ ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคารผู้เสียหายในจำนวนเงินเดียวกัน บริษัท ส. นำเช็คของธนาคารผู้เสียหายเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแล้ว แล้วบริษัทฯ สั่งจ่ายเช็คจำนวน 341 ล้านบาทเศษให้แก่บริษัท ย. ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2538 นายอนันต์ทำบันทึกเสนอต่ออายุวงเงินสินเชื่อของบริษัทฯ ออกไปอีก 1 ปี ธนาคารผู้เสียหายโดยนายเกริกเกียรติอนุมัติการต่ออายุสินเชื่อให้บริษัท ส. เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538 แต่ลดวงเงินกู้เหลือ 360 ล้านบาท และเพิ่มวงเงินอาวัลจำนวน 300 ล้านบาท โดยใช้หลักประกันเดิม ซึ่งต่อมาบริษัทฯ ขอให้ธนาคารผู้เสียหายรับอาวัลตั๋วแลกเงิน รวม 13 ฉบับ ที่จ่ายเงินให้แก่บริษัท น. จำนวน 60 ล้านบาท บริษัท ส. นำตั๋วแลกเงินฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 ที่ธนาคารผู้เสียหายอาวัลขายลดให้แก่บริษัท ง. แล้วนำเงินที่ขายลดได้จำนวน 58,471,232.88 บาท ไปชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 บริษัท ส. ขอให้ธนาคารผู้เสียหายอาวัลตั๋วแลกเงินอีก 13 ฉบับ และมีคำขอเพิ่มเติมให้อาวัลตั๋วแลกเงินอีก 12 ฉบับ สั่งให้ผู้เสียหายจ่ายเงินให้แก่บริษัท น. รวมเป็นผู้เสียหายอาวัลตั๋วแลกเงินทั้งสิน 80 ล้านบาท ครบกำหนดชำระวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 เมื่อรวมภาระอาวัลเดิมแล้วเป็นภาระอาวัลทั้งสิ้น 140 ล้านบาท บริษัท ส. นำตั๋วแลกเงินดังกล่าวขายลดให้กับบริษัท ง. และนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 และนำเข้าฝากบัญชีกระแสรายวันของบริษัท ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 บริษัท ส. ขออาวัลตั๋วแลกเงิน 16 ฉบับ ฉบับละ 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 160 ล้านบาท ครบกำหนดชำระวันที่ 16 สิงหาคม 2538 ตามตั๋วเงิน สั่งให้ธนาคารผู้เสียหายจ่ายเงินให้กับบริษัท น. ธนาคารผู้เสียหายได้อาวัลตั๋วแลกเงินดังกล่าว บริษัท ส. นำตั๋วแลกเงินขายลดและนำเงินเข้าบัญชีกระแสรายวันของบริษัท จำนวน 154,593,464.19 บาท และมีการถอนเงินออกจากบัญชีกระแสรายวัน จำนวน 160 ล้านบาท ชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน ทำให้หนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวคงเหลือ 53,363,966 บาท ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน ครบกำหนด บริษัท ส. ได้ขอรับเงินกู้และนำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ ระบุจำนวนเงิน 53,363,966 บาท มาวางชำระแทน และในวันเดียวกันบริษัท ส. ได้ขอรับเงินกู้อีก จำนวน 60 ล้านบาท โดยนำตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 60 ล้านบาท มาวางชำระและนำเงินกู้เข้าฝากบัญชีกระแสรายวัน ตามคำขอรับเงินกู้ ตั๋วสัญญาใช้เงินและบัญชีกระแสรายวัน บริษัท ส. ได้นำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้อาวัลตั๋วเงิน คงเหลือหนี้ค้างชำระจำนวน 240 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2538 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน ครบกำหนดชำระมียอดหนี้รวมกัน 113,363,966 บาท มีการขอกู้เงินใหม่เพื่อชำระหนี้เดิมโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวครบกำหนดชำระ บริษัท ส. มีการขอกู้เงินใหม่เพื่อชำระหนี้เดิมโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน รวมจำนวน 113,363,966 บาท มีนายจรัญลงนามในฐานะผู้ออกตั๋วและประทับตราสำคัญของบริษัทโดยระบุว่าให้นำเงินหักชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวครบกำหนด บริษัท ส. ไม่ชำระหนี้ ยังคงค้างชำระต้นเงิน จำนวน 113,363,966 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันที่ 12 เมษายน 2539 จำนวน 4,573,389.92 บาท ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 ธนาคารผู้เสียหายได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินอาวัลที่ครบกำหนดชำระให้แก่บุคคลภายนอกแทนบริษัท ส. รวมจำนวน 240 ล้านบาท รวมเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 353,363,966 บาท เห็นว่า นายอนันต์ และนางสาวสุวิมล เบิกความสอดคล้องต้องกันว่าการอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท ส. นายอนันต์จัดทำเอกสารเสนอผ่านนางสุวิมลให้นายเกริกเกียรติพิจารณาอนุมัติ ซึ่งขณะนั้นบริษัท ส. มีนายจรัญซึ่งเป็นพนักงานขับรถของจำเลยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาบริษัท ส. ได้เปลี่ยนตัวกรรมการและผู้ถือหุ้นจากนายจรัญเป็นนางสาวสุนันทาน้องสาวภรรยาจำเลย ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการและตราประทับ โดยพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้เตรียมเอกสารในการขออนุมัติสินเชื่อของบริษัท ส. การอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวไม่เป็นไปตามขั้นตอนของธนาคารผู้เสียหายและฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย การขอสินเชื่ออ้างว่าจะนำเงินไปซื้อหุ้นบริษัท อ. เพื่อครอบงำกิจการบริษัท แต่แท้จริงแล้วเป็นการซื้อหุ้นจากบริษัท ย. ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทของจำเลย และมีการโอนเงินสินเชื่อให้แก่บริษัท ย. เพื่อใช้เป็นช่องทางในการโอนเงินออกจากธนาคารผู้เสียหาย และจำเลยให้พนักงานบริษัทในเครือของจำเลยดำเนินการขายลดตั๋วแลกเงินให้แก่บริษัท น. และบริษัท น. ที่ธนาคารผู้เสียหายเป็นผู้อาวัลรับรองให้แก่ บริษัทเงินทุนนิธิภัทร จำกัด และบริษัท ง. เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินแล้ว บริษัท ส. ไม่ชำระหนี้ โดยโจทก์มีนายจตุพร เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของธนาคารผู้เสียหายมาเบิกความสนับสนุน และนอกจากนี้นายเศกสรร ผู้ตรวจการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เบิกความยืนยันว่าพยานตรวจสอบการให้สินเชื่อดังกล่าวพบว่าดำเนินการโดยฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและผิดระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย และที่ดินที่จดจำนองมีการประเมินราคาสูงเกินความจริง ทำให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับหลักประกันไม่คุ้มกับยอดหนี้และมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินสินเชื่อคืนหรือได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน อีกทั้งการนำหุ้นมาจำนำเป็นหลักประกันไม่ครบตามหนังสืออนุมัติให้จำนำหุ้น และมีการประเมินมูลค่าหุ้นสูงเกินความเป็นจริง พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความปรักปรำหรือกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยให้ต้องได้รับโทษ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวโดยฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย และจำเลยรู้เห็นและมีส่วนร่วมกับนายเกริกเกียรติในการกระทำเป็นขั้นตอนเพื่อเบียดบังเอาทรัพย์และแสวงหาประโยชน์ร่วมกันโดยมิชอบ แต่จำเลยเป็นเพียงที่ปรึกษาของนายเกริกเกียรติ มิใช่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับนายเกริกเกียรติซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่กระทำผิดหน้าที่เบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้ แต่จำเลยต้องรับผิดฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกการกระทำความผิดของนายเกริกเกียรติตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมา ที่จำเลยฎีกาว่าธนาคารผู้เสียหายอนุมัติผ่านตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ บริษัท ส. เพื่อซื้อหุ้นสำหรับครอบงำกิจการของบริษัท อ. จากบริษัท ย. โดยเงินกู้ดังกล่าวหักค่าธรรมเนียมแล้วนำมาใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้จากธนาคารผู้เสียหายของบริษัท ย. โดยไม่มีการถอนเงินใด ๆ จากธนาคารผู้เสียหาย ส่วนหลักประกันนั้นเมื่อนำมาประมูลขายแล้ว ย่อมไม่เกิดความเสียหายต่อธนาคารผู้เสียหาย นั้น เห็นว่า การที่นายเกริกเกียรติอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท ส. โดยไม่เป็นไปตามขั้นตอนของธนาคารผู้เสียหาย และเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นการอนุมัติสินเชื่อโดยนายเกริกเกียรติเพียงผู้เดียวไม่ผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการสินเชื่อ และไม่มีการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งเป็นการอนุมัติเกินอำนาจสินเชื่อที่ธนาคารผู้เสียหายมอบหมาย จนในที่สุดเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับครบกำหนด บริษัท ส. มีการขอสินเชื่อเพิ่มเติมและออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่เพื่อชำระหนี้ตามตั๋วฉบับเดิมหมุนเวียนหลายครั้งและท้ายสุดยังคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 113,363,966 บาท และธนาคารผู้เสียหายได้ชำระเงินตามตั๋วแลกเงินอาวัลที่ครบกำหนดให้แก่บุคคลภายนอกแทนบริษัท ส. รวมจำนวน 240 ล้านบาท พฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยใช้แหล่งเงินสินเชื่อจากธนาคารผู้เสียหาย ย่อมทำให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับความเสียหายอย่างชัดเจน ส่วนหลักประกันในการอนุมัติสินเชื่อไม่ว่าจะเป็นหุ้นของบริษัท อ. และที่ดินที่จดจำนองนั้น ก็มีการประเมินราคาสูงกว่าความเป็นจริงไปมาก ย่อมทำให้ธนาคารผู้เสียหายได้รับหลักประกันไม่คุ้มกับยอดหนี้ และมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้คืนหรือได้รับชำระหนี้ไม่ครบจำนวน ดังนั้นฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จะนำบทบัญญัติในมาตรา 315 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาใช้บังคับจำเลยได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ทราบคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ ธปท.ณป.184/2537 และจำเลยไม่ได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนายเกริกเกียรติฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 315 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาบังคับจำเลยได้ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยรู้เห็นร่วมกับนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ในการอนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยและระเบียบของธนาคารผู้เสียหาย การกระทำของนายเกริกเกียรติจึงเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารผู้เสียหาย และเป็นผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย ครอบครองทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหาย เบียดบังเอาทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต และเป็นการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกันโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307, 308 และ 311 แต่จำเลยมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารผู้เสียหาย จำเลยไม่อาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายเกริกเกียรติได้ ทั้งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำการอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่นายเกริกเกียรติกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 315 กรณีจึงนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่จำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2807-2809/2563

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th