ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า มีที่ดินว่าง 1 แปลง ตั้งอยู่ในซอยหน้าด่านศุลกากรภูเก็ตเป็นที่ดินไม่มีเจ้าของ ที่ดินนี้เป็นทางกว้างประมาณ 5 เมตร ยาวจากถนนภูเก็ตถึงสะพานไม้ประมาณ 100 เมตร บรรพบุรุษของโจทก์และราษฎรได้ใช้เป็นทางเดินสาธารณประโยชน์ ไปมาโดยไม่มีผู้ใดหวงห้ามเป็นเวลา 90 ปีแล้ว จำเลยได้ทำละเมิดโดยทำเพิง คอกหมูทำราวผ้า โรยกระเบื้อง ปล่อยน้ำเน่าเสียให้ไหลมาสู่ทาง ทิ้งขยะ ปักหลักซีเมนต์ ปลูกต้นไม้ในเขตทาง เป็นการปิดกั้นทางมิให้โจทก์และราษฎรใช้ทางนี้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้จำเลยยังได้นำเจ้าหน้าที่ไปทำการรังวัดเพื่อขอออกโฉนดในที่ดังกล่าวอีก จึงขอให้ศาลพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือทางภารจำยอม ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไป

จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินของบิดาจำเลยครอบครองมา เมื่อบิดาจำเลยถึงแก่กรรมจำเลยก็ได้ครอบครองเป็นเจ้าของมาด้วยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา โจทก์หรือบุคคลใดไม่เคยโต้แย้งขัดขวาง จำเลยปลูกสร้างบ้านอย่างถาวรลงในที่ดินนี้บางส่วนเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสมบัติของแผ่นดิน คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยเปิดทางโดยรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไป ฯลฯ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่พิพาท เพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเป็นพิเศษนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องมีใจความว่า โจทก์และราษฎรซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณใกล้สะพานไม้ไปทางทิศตะวันออกได้ใช้ทางสาธารณประโยชน์ภายในเส้นสีเขียวตามแผนที่ท้ายฟ้องเป็นทางเดินมาเป็นเวลา 90 ปีแล้ว จำเลยปลูกเพิงต่อจากเรือนเก่าและอื่น ๆ ปิดกั้นทางเดินปรากฏภายในเส้นสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง เป็นเหตุให้โจทก์และราษฎรได้รับความเดือดร้อนใช้ทางเข้าออกไม่ได้เช่นเคย ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากที่พิพาทได้ และตามที่โจทก์ฟ้องเป็นเรื่องที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 1337 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และฟังข้อเท็จจริงว่าซอยที่แยกจากถนนภูเก็ตซึ่งอยู่ตรงข้ามกับด่านศุลกากรทางด้านทิศตะวันออก ชาวบ้านเรียกว่าซอยหน้าด่าน และเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่โจทก์และราษฎรใช้เดินผ่านเข้าออกสู่ถนนภูเก็ต ดังนั้น แม้จำเลยจะครอบครองมานานเท่าใดก็ไม่ได้สิทธิครอบครองเหนือที่ดินดังกล่าว และเมื่อการครอบครองของจำเลยเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ จำเลยก็ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอื่น ๆ ออกไปจากที่พิพาทที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th