ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาขายร่มบุคคลและร่มทิ้งของให้โจทก์ โดยจะต้องส่งมอบให้โจทก์ภายใน 150 วันนับแต่วันทำสัญญาหากจำเลยไม่นำร่มมาส่งมอบให้ถูกต้องครบถ้วนภายในกำหนด ยอมให้ปรับเป็นเงินร้อยละ 5 ของราคาทั้งหมดที่ยังไม่ได้ส่งโดยคิดเป็นรายเดือนจนกว่าจะส่งครบตามสัญญา และให้โจทก์บอกเลิกสัญญาเสียเมื่อใดก็ได้ ในการนี้ธนาคารฯ ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 เป็นเงินไม่เกิน 43,500 บาท นับแต่วันทำสัญญา จำเลยไม่ได้ส่งมอบร่มเลย โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โดยจำเลยต้องเสียค่าปรับ 187,050 บาท แต่ธนาคารฯ ได้ชำระให้โจทก์ตามสัญญาประกันแล้ว 43,500 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าปรับ 143,550 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่นิติบุคคล พลเอกประภาส จารุเสถียรไม่มีอำนาจลงชื่อมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ หนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความให้ฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่เคยลงชื่อเป็นคู่สัญญากับโจทก์ในฐานะส่วนตัวโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยไม่ได้ผิดสัญญา ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการที่ไม่ได้ส่งมอบร่มเท่านั้น ซึ่งธนาคารฯ ก็ชำระเงินให้โจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดอีกและเป็นการเรียกร้องค่าปรับซ้อนค่าปรับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินค่าปรับ 46,500 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จกับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาทค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเฉพาะในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเบี้ยปรับจากจำเลยได้ตามหนังสือสัญญาหมาย จ.2 ข้อ 8 และตามข้อความในสัญญาโจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับได้ถึง 187,050 บาท แต่ศาลล่างกำหนดให้เพียง 90,000 บาท และธนาคารผู้ค้ำประกันชำระให้โจทก์แล้ว 43,500 บาทจึงให้จำเลยชำระให้โจทก์อีกเพียง 46,500 บาท ก็นับว่าเป็นผลดีแก่จำเลยมากอยู่แล้ว และกรณีเช่นนี้หาใช่เป็นการเรียกค่าปรับซ้อนกันดังจำเลยฎีกาไม่

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาด้วย เพราะจำเลยที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาในฐานะส่วนตัว แต่ลงชื่อในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 ข้อนี้ก็ได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่ากรมตำรวจเป็นกรมในรัฐบาลย่อมเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 72จึงมีอำนาจฟ้องหรือเป็นโจทก์ได้ ไม่จำต้องให้กระทรวงมหาดไทยเป็นโจทก์และเมื่อเป็นนิติบุคคลและเป็นโจทก์ได้ก็มีอำนาจมอบให้พลตำรวจตรีสมชัยหัวหน้ากองพลาธิการ กรมตำรวจฟ้องคดีนี้ได้ด้วย และที่จำเลยว่าในใบมอบอำนาจระบุให้ฟ้องจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้ให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดตามสัญญาร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงถูกต้องตามใบมอบอำนาจแล้ว

จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ข้อนี้ก็ปรากฏจากฟ้องแล้วว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ปรากฏหรือกำหนดไว้แล้วในสัญญา คือฟ้องเรียกเบี้ยปรับหรือนัยหนึ่งค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าของคู่สัญญา จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายอีกว่าเสียหายอะไรอย่างไร หาเคลือบคลุมแต่ประการใดไม่

จำเลยอ้างว่า โจทก์พิสูจน์ความเสียหายไม่ได้ว่าเสียหายอย่างไรบ้างตามสัญญาโจทก์คิดค่าปรับเมื่อมีการล่าช้าในการส่ง แต่กรณีนี้เป็นเรื่องบอกเลิกสัญญา และไม่รับซื้อร่มเสียเลย จะมาคิดค่าปรับร้อยละห้าเป็นรายเดือนไม่ได้เห็นว่าเรื่องความเสียหายนี้คู่กรณีได้กำหนดกันไว้ล่วงหน้าเป็นค่าปรับในสัญญาแล้ว และการปรับตามสัญญาไม่ได้หมายเฉพาะแต่ในการส่งล่าช้าเท่านั้นหากแต่รวมถึงการไม่ส่งร่มด้วย

จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ควรเสียค่าดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเพราะเป็นการค้ากำไรซ้อนกำไร เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินให้โจทก์จำนวนหนึ่งแล้วสิทธิของโจทก์ในการคิดดอกเบี้ยย่อมมีขึ้นหากจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาล่าช้า และศาลมีอำนาจกำหนดให้จำเลยชำระได้นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(3) ส่วนที่จำเลยอ้างว่าทนายโจทก์เป็นข้าราชการกรมอัยการ ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณประเภทเงินเดือนจากทางราชการอยู่แล้ว ไม่ควรจะได้ค่าทนายความนั้น ศาลฎีกาก็เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งและโจทก์มีทนายความ เมื่อจำเลยแพ้คดี ศาลก็มีอำนาจให้จำเลยชำระค่าทนายความแทนโจทก์ได้ เป็นการชำระให้แก่คู่ความที่ชนะคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาทแก่โจทก์

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th