ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279, 317, 91

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม และมาตรา 279 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่ออนาจารจำคุก 8 ปี และฐานกระทำอนาจาร จำคุก 4 ปี รวมจำคุก12 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามศาลล่างทั้งสองฟังมาว่า ผู้เสียหายอายุ 12 ปี เป็นบุตรของนายเสริม สุขเพ็ชรและนางย้วน น้อยนารถ ตามสำเนาทะเบียนบ้าน เอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2534 นางย้วนพาผู้เสียหายไปเที่ยว งานที่วัดโคกงู และจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่บริเวณป่าละเมาะใกล้สวนแตงโม ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.4 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีผู้เสียหายและเด็กหญิงนิตยา วงษ์น้อย เป็นพยาน เบิกความสอดคล้องต้องกันว่าคืนเกิดเหตุระหว่างเที่ยวงาน ผู้เสียหายขออนุญาตนางย้วนมารดาไปปัสสาวะที่ห้องน้ำบริเวณหลังวัดโดยชวนเด็กหญิงนิตยาไปเป็นเพื่อนขณะที่พยานทั้งสองจะเดินกลับไปหานางย้วนได้พบจำเลย จำเลยบอกผู้เสียหายให้เดินไปทางทิศใต้ ผู้เสียหายเดินไปกับจำเลย จากนั้นจำเลยให้ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปตามถนน แล้วจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ป่าละเมาะใกล้สวนแตงโม ซึ่งจำเลยก็นำสืบรับข้อเท็จจริงบางส่วนว่า คืนเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปวัดโคกงู เพื่อรับนายจิตรมาดูรายการถ่ายทอดแข่งขันมวยทางโทรทัศน์ ที่บ้านจำเลย ขณะจำเลยกับนายจิตรเดินทางมาจากวัดโคกงู เห็นผู้เสียหายอยู่ใกล้บริเวณนั้น จำเลยจอดรถจักรยานยนต์และเดินไปบอกผู้เสียหายให้เดินเข้าไปในบริเวณงานวัดเสีย คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเจือสมกับคำพยานโจทก์ทั้งสอง และปรากฏต่อมาว่าคืนเกิดเหตุจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายในที่เกิดเหตุ ดังนี้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คืนเกิดเหตุจำเลยได้เรียกผู้เสียหายให้ไปกับจำเลย ศาลฎีกา เป็นว่า การที่จำเลยมาเรียกผู้เสียหายให้เดินไปทางทิศใต้แล้วพาผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปยังที่เกิดเหตุแล้วกระทำอนาจารผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยเป็นการบ่งชี้เจตนาให้เห็นตั้งแต่แรกว่าจำเลยมาเรียกผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร ถึงแม้ว่าในขณะที่จำเลยพาผู้เสียหายไปนั้น มารดาของผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้น ก็ต้องถือว่าผู้เสียหายอยู่ในความปกครองดูแลของมารดาซึ่งอยู่ที่บริเวณงานวัด การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารนั้นเป็นการแยกเด็กไปจากอำนาจการปกครองของมารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหานี้ชอบแล้ว"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th