ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


ได้ความว่าที่รายพิพาทนี้เป้นของบิดามารดาพระภิกษุสี ก่อนพระภิกษุสีบวชมารดาตาย พระภิกษุสีก็ได้ปกครองเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว บิดาไม่ได้เกี่ยวข้องกับมฤดกนี้เลย ภายหลังพระภิกษุสีและบิดาไปบวช บิดาตายระวางบวช เมื่อเจ้าพนักงานมารังวัดเพื่อออกโฉนด พระภิกษุสีขอรับโฉนดใส่ชื่อตนเป็นเจ้าของต่อมาพระภิกษุสีตาย กรมพระคลังฟ้องนายแจ่มว่า ที่พิพาทเป็นของวัด ห้ามไม่ให้นางแจ่มเกี่ยวข้อง ฝ่ายนายปลีกก็ฟ้องนางเล่มแลกรมพระคลังว่าตนเป็นหลานสืบสายโลหิตของพระภิกษุสีขอรับมฤดก
ศาลฎีกาเห็นว่าทรัพย์ของพระภิกษุที่จะตกแก่อารามนั้นตามมฤดกบทที่ ๓๖ จะต้องเป็นทรัพย์ที่พระได้มาระวางบวช แต่มฤดกนี้เป็นของพระภิกษุสีก่อนบวช แม้จะใส่ชื่อในโฉนดเมื่อบวชแล้วก็ไม่ทำให้ที่รายนี้กลายเป็นทรัพย์ที่ได้มาระวางบวช วัดไม่มีสิทธิจะเกี่ยวข้องกับที่รายพิพาทนี้และนายปลีกเป็นหลานสืบสายโลหิตของพระภิกษุสี ส่วนนางแจ่ม นายศุขนั้นเป็นแต่เพียงลูกพี่ลูกน้อง มฤดกควรตกแก่พวกนายปลีก ๆ มีน้องสาวอีกคนหนึ่งซึ่งหายสาบสูญจึงตัดสินให้นายปลีกได้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งให้กองทรัพย์รักษาไว้สำหรับน้องสาวนายปลีก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

