ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268, 90, 91, 33 คืนเช็คของกลาง 1 ฉบับแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ริบของกลางที่เหลือทั้งหมด

จำเลย ให้การ ปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษฐานปลอมคำขอกู้เงิน ปลอมหนังสือกู้เงิน ปลอมหนังสือค้ำประกันปลอมหนังสือมอบอำนาจรับเงินกู้ กระทงหนึ่ง และปลอมเช็คซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอีกกระทงหนึ่งลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265ทั้งสองกระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมเป็นจำคุก 4 ปี คืนเช็คของกลางแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ริบของกลางที่เหลือทั้งหมด

จำเลย อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การรับสารภาพและขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสองประกอบมาตรา 365 ที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ลดโทษให้โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้อันเป็นการแก้ไขมาก แต่ศาลอุทธรณ์ยังลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท ย่อมห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ดังนี้ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีนี้เป็นคดีที่ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งโจทก์ฎีกาว่าการที่จำเลยปลอมเอกสารต่าง ๆเพื่อกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ จำกัดกับการปลอมเช็คเพื่อนำเข้าบัญชีของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่ความผิดกรรมเดียวกัน การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยปลอมและใช้แบบคำขอกู้ หนังสือกู้สำหรับเงินกู้สามัญหนังสือค้ำประกันสำหรับเงินกู้สามัญเพื่อแสดงว่า ผู้เสียหายขอกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ จำกัดโดยมีนายจำลองและนายสงุ่นเป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อสหกรณ์อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้แล้ว จำเลยได้ปลอมและใช้หนังสือมอบอำนาจเพื่อแสดงว่าผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้นางรุณีรับเงินจากสหกรณ์ สหกรณ์ได้จ่ายเงินกู้เป็นเช็คให้ผู้เสียหายโดยมอบให้นางรุณีนำไปมอบแก่จำเลยและจำเลยได้ปลอมและใช้เช็คดังกล่าวเพื่อแสดงว่าผู้เสียหายสลักหลังเช็คโอนให้จำเลยเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลย เห็นว่า การที่จำเลยปลอมเอกสารต่าง ๆ เพื่อกู้เงินและปลอมเช็คเพื่อนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องโดยเจตนาเดียวกันเพื่อให้จำเลยได้เงินกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ จำกัด ในนามของนายเสนอผู้เสียหายการที่สหกรณ์จ่ายเงินให้เป็นเช็ค จำเลยจะยังไม่ได้เงินจนกว่าจะได้รับเงินตามเช็คดังนี้ การที่จำเลยปลอมเช็คก็เพื่อให้ได้รับเงินมาเป็นของจำเลยสมดังเจตนาที่วางไว้แต่ต้นทั้งหมดนั่นเอง การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th