ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินที่ครอบครอง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสองกระทำความผิดโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของบุคคลอื่น จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษและให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินที่เป็นทางสาธารณประโยชน์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9147 ตำบลเสียว อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาศาลปกครองนครราชสีมาไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดคลาดเคลื่อนไปทับทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศตะวันออกและพิพากษาให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดและแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบและให้ออกไปจากทางสาธารณประโยชน์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เดิมนางน้อยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1290 ตำบลเสียว อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกจดทางสาธารณประโยชน์ตามรูปที่ดินและเขตที่ดินในสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาได้ออกเป็นโฉนดที่ดิน เลขที่ 9147 ตำบลเสียว อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2534 แต่ในรูปแผนที่พิพาทดังกล่าวด้านทิศตะวันออกไม่ได้ระบุเป็นทางสาธารณประโยชน์ เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับโอนที่ดินดังกล่าวมาจากนางน้อยแล้วได้ไถที่ดินทำนาบนที่พิพาททางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้นางเจียมกับพวกไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์ผ่านเข้าออกไป จึงได้ร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เจ้าพนักงานที่ดิน และนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองนครราชสีมา ศาลปกครองนครราชสีมาไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดคลาดเคลื่อนไปทับทางสาธารณประโยชน์และพิพากษาให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการแก้ไขรูปแผนที่ให้ถูกต้อง แม้จำเลยทั้งสองเข้าไปไถดินทำนาในทางสาธารณประโยชน์ในตอนแรกก็ด้วยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิที่จะเข้าไปทำได้ก็ตาม แต่เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบแล้วว่าศาลปกครองนครราชสีมาได้มีคำพิพากษาว่าที่พิพาทดังกล่าวเป็นทางสาธารณประโยชน์และให้ออกจากที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งกลับมาครอบครองและไถดินทำนาบนที่พิพาททางสาธารณประโยชน์ภายหลังอีก จึงเป็นความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้คนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินที่เป็นทางสาธารณประโยชน์

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1473/2555

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th