ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358, 362, 363, 91 และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำคันนาให้อยู่ในสภาพเดิมภายใน 7 วันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ถ้าไม่ทำให้โจทก์ดำเนินการเองโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 10,000 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินของจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่นอกเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ แต่อยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของนางสม ซึ่งต่อมาขายให้จำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์หรือนางสมและจำเลยที่ 2 จึงไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ และไม่มีกรณีที่โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2531การครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ก็ย่อมเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของนางสมมาเกิน 1 ปีแล้ว นางสมหรือจำเลยที่ 2ผู้รับโอนที่ดินจากนางสมไม่อาจฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าย่อมครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์ก็หาได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ไม่เพราะโจทก์เพิ่งก่อตั้งสิทธิขึ้นเมื่อปี 2531 จึงไม่ถูกต้อง ดังนี้อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และหากโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองจะมีความผิดตามฟ้องและต้องรับผิดต่อโจทก์ในทางแพ่งตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักงานกองผู้ช่วยศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th