ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.1 พิพาท ซึ่งผู้มีชื่อได้แจ้งขอจับจองในชื่อจำเลยโจทก์แจ้งให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินให้แก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตามใบจองเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง

จำเลยให้การว่า ผู้ร้องสอดได้พาจำเลยไปจับจองที่ดินพิพาทและทางราชการได้ออกใบจองให้แก่จำเลยจำเลยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมานาน 20 ปีขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องสอดผู้ร้องสอดจึงขอออกใบจองในชื่อจำเลยแล้วทำประโยชน์ตลอดมา ขอให้พิพากษาว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า หลังจากโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องสอดแล้ว ผู้ร้องสอดปล่อยเป็นที่รกร้างไม่เคยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ โจทก์จึงเข้าครอบครองทำประโยชน์มานาน 20 ปีเศษ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามใบจองเป็นของโจทก์ห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ยกคำร้องสอด

ผู้ร้องสอด อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ว่าเดิมที่ดินพิพาทโจทก์ได้แบ่งให้แก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดได้ไปแจ้งขอจับจอง ทางราชการได้ออกใบจอง (น.ส.2)ให้ในชื่อของจำเลย แต่จำเลยและผู้ร้องสอดไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ โจทก์จึงเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาโดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์อยู่ แม้โดยพฤตินัยจำเลยและผู้ร้องสอดจะยังไม่ได้รบกวนโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทที่โจทก์กำลังครอบครอง ซึ่งโจทก์ยังไม่มีสิทธิที่จะขอบังคับให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามคำขอของโจทก์ท้ายฟ้องก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังมีคำขออีกข้อหนึ่งคือห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทซึ่งตามคำขอของโจทก์ให้บังคับจำเลยในข้อนี้ก็ปรากฏตามคำให้การของจำเลยและจากคำร้องของผู้ร้องสอดยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดที่ได้ให้จำเลยมีชื่อเป็นผู้เข้าทำกินในที่ดินพิพาทแทน อันเป็นการปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ ทั้งเป็นการโต้แย้งการเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองของโจทก์ในที่ดินที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยและผู้ร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ส่วนปัญหาว่า โจทก์หรือผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนตลอดมาตั้งแต่ปี 2513 ถึงวันฟ้องเป็นเวลานานประมาณ 20 ปี โดยจำเลยและผู้ร้องสอดไม่เคยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเลย ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์เคยยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอด และผู้ร้องสอดได้ให้จำเลยไปขอออกใบจองจนกระทั่งได้รับหนังสือสำคัญแบบแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาท(ส.ค.1) ตามเอกสารหมาย ล.1 แทนผู้ร้องสอดเป็นหลักฐานแล้วก็ตาม แต่เป็นการขอจับจองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ร้องสอดก็มิได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาด้วยเลยนั้น ผู้ร้องสอดก็ยังไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามกฎหมายแต่ประการใดที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์อยู่

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th