ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จึงขอให้ร่วมกันใช้เงินพร้อมด้วยดอกเบี้ย
จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า สัญญายอมความทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทในคดีอาญา และข้อความมีเงื่อนไขอันจะสำเร็จได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของโจทก์ จึงเป็นโมฆะ และจำเลยมิได้ผิดสัญญาจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยว่าไม่ต้องรับผิดเพราะสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาระงับข้อพิพาทในคดีอาญาอันเป็นทั้งความผิดส่วนตัวและความผิดต่ออาญาแผ่นดิน เป็นโมฆะ และจำเลยกับภริยาโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินใหม่ เงื่อนไขตามสัญญายอมความจึงระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีอาญาที่โจทก์จำเลยเป็นความกันอยู่ในขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องฉ้อโกงอันเป็นความผิดซึ่งยอมความกันได้ และข้อความในสัญญายอมความ ข้อ 7 ที่ว่า จำเลยยินยอมไม่ฟ้องคดีอาญาอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ฟ้องคดีอาญาเรื่องฉ้อโกงนั้น เป็นส่วนที่พึงสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีได้เจตนาที่จะแยกส่วนนี้ออกหากจากกันได้ สัญญายอมความนั้นจึงสมบูรณ์
การทำสัญญาซื้อขายที่ดินกันนั้น ก็เป็นการที่โจทก์ปฏิบัติตามสัญญายอมความข้อ 1 ไม่ใช่เป็นเรื่องทำสัญญาขึ้นใหม่เปลี่ยนแปลงยกเลิกเงื่อนไขในสัญญายอมความ สัญญายอมความเดิมจึงมิได้ถูกเปลี่ยนแปลง ยกเลิก หรือระงับไป
จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องเสียดอกเบี้ยให้โจทก์
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








