ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ฎีกา จำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้ฎีกา กรณีจึงต้องถือว่าข้อหาความผิดฐานรับของโจรยุติไปแล้วตั้งแต่ศาลอุทธรณ์ ในชั้นนี้คงมีปัญหาเพียงว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 28พฤษภาคม 2527 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายศักดิ์เดช ดวงแก้ว ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักเรียนผู้ใหญ่ภาคค่ำได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านปงสนุก เมื่อจอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่โรงรถบริเวณโรงเรียนแล้ว ได้ขึ้นไปเรียนหนังสือจนถึงเวลา 21.30 นาฬิกา ผู้เสียหายลงไปดูปรากฏว่า รถจักรยานยนต์หายไป ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2527 ผู้เสียหายสืบทราบว่ารถจักรยานยนต์ที่หายไปนั้นอยู่ที่บ้านนายชัยพร จึงไปดูจำได้ว่าเป็นรถของตน ได้ไปแจ้งต่อร้อยตำรวจตรีประจวบโชคแก้วมณี และพาไปที่บ้านนายชัยพร พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจอดอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน เมื่อสอบถามนายชัยพรก็บอกว่ารับฝากไว้จากจำเลยที่ 1 จึงให้นายชัยพรพาไปบ้านจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 บอกว่าคืนเกิดเหตุได้ไปเที่ยวที่โรงเรียนบ้านปงสนุกกับจำเลยที่ 2 จนถึงเวลา 21 นาฬิกาเห็นรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ไม่ทราบว่าเป็นของใคร จึงนำไปไว้ที่บ้าน ร้อยตำรวจตรีประจวบโชคจึงให้จำเลยที่ 1 พาไปบ้านจำเลยที่ 2 พบจำเลยที่ 2 เมื่อสอบถามก็ได้ความอย่างเดียวกันร้อยตำรวจตรีประจวบโชคจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองและนายชัยพรว่าร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปาง

จำเลยทั้งสองนำสืบเป็นทำนองเดียวกันว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกาได้พากันไปจับกบที่ทุ่งนาป่าช้าร่องสามดวงจนถึงเวลา 22 นาฬิกาเศษ ได้ไปชวนนายชัยพรแต่นายชัยพรไม่ไป จำเลยทั้งสองจึงไปจับกบต่อที่ทุ่งบ้านหนอง ตอนขากลับพบรถจักรยานยนต์จอดอยู่ที่ป่าละเมาะหลังโรงเรียนบ้านปงสนุก จึงนำไปฝากไว้ที่บ้านนายชัยพร บอกว่าถ้าเป็นรถของใครก็ให้คืนเจ้าของไป

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าขณะเกิดเหตุลักทรัพย์ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเลย ที่จำเลยที่ 2 เข้ามาเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยเป็นผู้นำมาฝากไว้กับนายชัยพรนั้นก็เป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุลักทรัพย์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดพยานหลักฐานที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งย่อมมีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยเพราะเป็นเหตุในลักษณะคดี

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น'.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th