ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๓๘ เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ใน ประเภท ๒ จำนวน ๕ เม็ด น้ำหนัก ๐.๔๕ กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และจำเลยขายเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด น้ำหนัก ๐.๑๘ กรัม อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้เพื่อขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา ๑๐๐ บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้และยึดเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อขาย เมทแอมเฟตามีนที่ขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ และเงิน ๓,๐๗๐ บาท ซึ่งจำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔, ๖, ๑๓ ทวิ, ๖๒, ๘๙, ๑๐๖, ๑๑๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข และริบเงินของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๘๙ จำคุก ๕ ปี คำให้การจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ๙ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและริบเงิน ๓,๐๗๐ บาท ของกลางที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้ริบเงินจำนวน ๓,๐๗๐ บาท ของกลาง นอกจากที่ แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยประการแรกจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้รับความคุ้มครองตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๘๕ พ.ศ. ๒๕๓๖ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๓๖ โดยอ้างว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองไม่เกิน ๐.๕๐๐ กรัม จึงไม่เป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครอง เพื่อขายและขายตามกฎหมาย เห็นว่า กรณียกเว้นที่จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมายจะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง หรือใช้ประโยชน์ซึ่งเมทแอมเฟตามีนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ มาตรา ๒๑ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งเมทแอมเฟตามีนและก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ขายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา ๑๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ประการใด การที่จำเลยมีไว้เพื่อขายและขายเมทแอมเฟตามีนน้ำหนัก ๐.๔๕ กรัม จึงไม่เข้า ข้อยกเว้นที่จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าจะปรับบทลงโทษจำเลยตามกฎหมายฉบับใด จำเลยฎีกาว่า จำเลยมี เมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๐.๖๓ กรัม (ที่ถูกจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนน้ำหนัก .๐๔๕ กรัม) ไม่ถึง ๒๐ กรัม ต้องปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖๗ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเมทแอมเฟตามีน มิได้วินิจฉัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นความผิดคนละฐาน แม้ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็น ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ก็ตาม จำเลยจะนำพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖๗ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องการมีไว้ในครอบครองซึ่ง ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ มาใช้บังคับไม่ได้ ทั้งโทษฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ก็ไม่เป็นคุณแก่จำเลย กรณีของจำเลยจึงต้องปรับบทตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
พิพากษายืน.
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

