ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 เป็น 5 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี และมาตรา 264, 265 อีกกระทงหนึ่งจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 37,900 บาทแก่เจ้าทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม มาตรา 147 รวม 3 กระทง และผิดมาตรา 147, 162(1) ลงโทษตามมาตรา 147 บทหนัก จำคุกกระทงละ 5 ปีรวมเป็นจำคุก 20 ปี ผิด มาตรา 161, 265, 268 อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษตามมาตรา 161 บทหนัก จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 22 ปี ลดโทษตามมาตรา 78ให้ 7 ปี คงจำคุก 15 ปี ให้คืนเงิน 35,882 บาทแก่เจ้าทรัพย์ โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ ขอแก้ฟ้องโดยเพิ่มเติมเป็นว่า "ขอให้จำเลยคืนเงิน 37,800 บาทแก่เจ้าทรัพย์ด้วย" หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วเป็นการขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(น่าจะเป็นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) มาตรา 180 และทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ขอให้ยกคำร้องนั้น เห็นว่า ในเรื่องขอให้คืนทรัพย์แก่ผู้เสียหายนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43บัญญัติว่า "คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกงยักยอกหรือรับของโจร ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย" เป็นการกำหนดให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์คืนแทนผู้เสียหายในฟ้องคดีอาญา ดังนี้ คำขอดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องคดีอาญา การแก้ฟ้องหรือเพิ่มเติมฟ้องในคดีอาญาจึงเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 163 มาตรา 164 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยโจทก์ขอแก้ฟ้องได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีและโจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยยักยอกเงินไปเป็นจำนวนเท่าใดซึ่งจำเลยก็ทราบดีแล้ว ฉะนั้นเพียงแต่โจทก์ขอแก้ฟ้องเป็นว่าขอให้จำเลยคืนเงินจำนวนที่จำเลยยักยอกไปแก่เจ้าทรัพย์ หาทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีไม่" ฯลฯ

"แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากมีผู้รับเงินรายนี้ไปจริงก็ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้รับเงินจะต้องทำใบเสร็จรับเงินมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินไว้เป็นหลักฐาน กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในเอกสารคืนใบเสร็จรับเงินและถือไม่ได้ด้วยว่าจำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาใบเสร็จรับเงินดังกล่าว อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยการกระทำของจำเลยเป็นเพียงการกระทำผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 เท่านั้น" ฯลฯ

"พิพากษาแก้เฉพาะกระทงความผิดที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161, 265, 268 อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษตามมาตรา 161 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม มาตรา 90เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษตามมาตรา 268 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์"

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th