ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 78, 157, 160
จำเลยให้การรับสารภาพ
ระหว่างพิจารณา นางนิตยา ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจรัส ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และข้อหาขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม
จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 495,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง (เดิม)) ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ เป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง ภายในเวลาที่รอการลงโทษ ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการแรกว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถกระบะในช่องเดินรถที่ 2 ด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและไม่ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงเมื่อขับรถไปถึงทางร่วมทางแยก ในขณะเดียวกันผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถที่ 1 มุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกัน เมื่อถึงทางร่วมทางแยกมีรถกระบะขับเลี้ยวเข้าถนนสายนาทับ ผู้ตายจึงขับรถจักรยานยนต์แซงรถกระบะคันดังกล่าว แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงเมื่อขับรถไปถึงทางร่วมทางแยก แต่กลับเร่งความเร็วเพื่อจะแซงในขณะที่รถกระบะจะเลี้ยวซ้ายไปทางถนนสายนาทับ ซึ่งการขับรถแซงในลักษณะดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 46 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ที่ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางร่วมทางแยก จนเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเกิดการเฉี่ยวชนกันและผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่าเกิดจากความประมาทของทั้งสองฝ่าย และเมื่อรับฟังประกอบกับที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย โดยโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ตายมีส่วนประมาทจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ภริยาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางนิตยาเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และที่ศาลล่างทั้งสองไม่พิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางนิตยาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว นางนิตยาจึงไม่ใช่คู่ความในคดีส่วนอาญาและไม่อาจใช้สิทธิยื่นฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนแพ่งประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ปัญหาข้อนี้แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิฎีกาได้เพราะมิใช่คู่ความตามที่วินิจฉัยไปแล้ว แต่คดีนี้เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญา และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกาและศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้ว กรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยเห็นว่า แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้ตายขับรถมาในทิศทางเดียวกันตามถนนสายสงขลา-นาทวี หากจำเลยและผู้ตายต่างฝ่ายต่างใช้ความระมัดระวังและรักษาช่องเดินรถของตน เพื่อให้รถที่สัญจรในช่องเดินรถอื่นแล่นขนานผ่านไปได้แล้ว คงจะไม่เกิดเหตุเฉี่ยวชนกันดังกล่าว แม้คดีนี้จำเลยถูกฟ้องในความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหาขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน กับข้อหาขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ และศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยขับรถโดยประมาท แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถกระบะแล่นไปตามช่องเดินรถที่ 2 จากด้านซ้ายเป็นระยะทางประมาณ 3 ถึง 5 กิโลเมตร เมื่อรถแล่นใกล้จะถึงที่เกิดเหตุจำเลยเห็นรถกระบะแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 จากด้านซ้าย โดยมีรถจักรยานยนต์ของผู้ตายแล่นตามหลังห่างกันประมาณ 5 เมตร เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยไม่เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แต่มารู้อีกทีเมื่อมีแรงกระแทกทางด้านซ้ายรถกระบะของจำเลย ขณะนั้นรถกระบะของจำเลยยังคงแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 จากด้านซ้าย ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวสอดรับกับภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์ชิดด้านซ้ายของช่องเดินรถที่ 2 มาแต่แรก โดยเพิ่งจะมาเปลี่ยนช่องเดินรถ เพื่อจะแซงในขณะที่รถกระบะจะเลี้ยวซ้ายไปทางถนนสายนาทับ ซึ่งการขับรถแซงในลักษณะดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 46 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุที่ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางร่วมทางแยก ทั้งในบริเวณที่เกิดเหตุยังมีสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีเหลืองอำพันติดตั้งอยู่ก่อนถึงทางร่วมทางแยก ผู้ตายจึงต้องลดความเร็วของรถลงและผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง แต่ผู้ตายกลับเร่งความเร็วของรถเพื่อขับแซงรถกระบะ โดยมิได้ระมัดระวังไม่ให้การขับรถแซงดังกล่าวไปกีดขวางรถอื่นจนเกิดอันตราย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพจากกล้องวงจรปิดจะเห็นได้ว่าด้านขวาของรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเฉี่ยวชนกับด้านซ้ายของรถกระบะที่จำเลยขับในขณะที่ผู้ตายเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถที่ 2 ในเวลาเดียวกันกับที่จำเลยขับรถกระบะด้วยความเร็วสูงในช่องเดินรถดังกล่าว ซึ่งจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมภพ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรควนมีด พยานจำเลยยืนยันว่าการชนในลักษณะดังกล่าว สาเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยและผู้ตาย จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ตายด้วยเนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางร่วมทางแยกควรลดความเร็วของรถลงเพื่อให้รถคันหน้าเลี้ยวซ้ายไปก่อน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยและผู้ตายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องของโจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า ผู้ตายไม่ได้มีส่วนประมาทนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมจะโต้เถียงในชั้นฎีกาว่าผู้ตายไม่ได้ประมาทหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฎีกาในข้อดังกล่าวของโจทก์ร่วมจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกฎีกาในคดีส่วนอาญาของนางนิตยา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3349/2566
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา







