ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินโฉนดเดียวกัน เมื่อมีการแบ่งแยกเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ โจทก์ได้ใช้ที่ดินบางส่วนของที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางสำหรับรถยนต์ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลาติดต่อกันรวมา 31 ปี โดยไม่มีผู้ใดห้ามปราม ต่อมาจำเลยทั้งสองทำรั้วคอนกรีตปิดกั้นทางเข้าออกดังกล่าวเหลือช่องทางออกกว้างประมาณ 1 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางดังกล่าวสำหรับรถยนต์ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้วคอนกรีตเปิดทางให้ไม่น้อยกว่า 4 เมตร ให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อก็ให้โจทก์รื้อถอนเอง และให้จำเลยทั้งสองออกค่าใช้จ่ายแทน

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินบางส่วนของจำเลยเป็นทางสำหรับรถยนต์ผ่านเข้าออกตามฟ้อง โจทก์เคยใช้ทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของโจทก์ด้วยการเดินและเป็นทางกว้างประมาณ 1 เมตรเท่านั้น โจทก์เพิ่งนำรถยนต์เข้ามาจอดในที่ดินของจำเลยเมื่อประมาณ 3 ปีมานี้ โจทก์ไม่มีสิทธิให้จำเลยรื้อถอนรั้วและเปิดทางได้ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาแรกตามฎีกาโจทก์ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตเปิดทางพิพาทเพื่อให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะ โดยอ้างสิทธิว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมหรืออ้างสิทธิในเรื่องทางจำเป็น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองยังเปิดทางกว้างประมาณ 1 เมตร จากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ทางสาธารณะได้ แต่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตรเพื่อให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกได้ด้วย โจทก์จำเลยจึงมีข้อพิพาทกันเฉพาะทางส่วนที่กว้างเกินจากประมาณ 1 เมตร ที่พอจะให้รถยนต์แล่นเข้าออกได้เท่านั้น แม้โจทก์จะบรรยายมาในฟ้องอ้างว่าที่ดินของโจทก์และของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเดียวกัน เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ตกอยู่ด้านในไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะก็ตาม แต่เมื่อปรากฏจากคำฟ้องว่ามีทางออกจากที่ดินโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะแล้วและโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่า หลังจากโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์แล้ว โจทก์ได้ใช้บางส่วนของที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางสำหรับรถยนต์ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะเรื่ออยมาเป็นเวลาติดต่อกันรวม 31 ปี โดยไม่มีผู้ใดห้ามปรามแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะอ้างว่าทางพิพาทส่วนที่กว้างเกินกว่า 1 เมตรนั้นเป็นทางภารจำยอมที่โจทก์ได้มาโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 แม้จำเลยก็เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นที่ดังกล่าว เพราะจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่เคยใช้บางส่วนของที่ดินจำเลยเป็นทางสำหรับรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณะเรื่อยมาเป็นเวลา 31 ปี ตามคำฟ้องความจริงโจทก์เพิ่งจะนำรถยนต์เข้าจอดบนที่ดินของจำเลยเมื่อ 3 ปีมานี้เท่านั้น ดังนั้นประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การจำเลยจึงมีว่าโจทก์ได้ใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะจนได้อายุความหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นเรื่องทางจำเป็นตามที่โจทก์ฎีกา ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิ์ฎีกาเรียกร้องให้จำเลยรื้อรั้วคอนกรีตเปิดทางให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกทางพิพาทเพราะเป็นทางจำเป็นได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th