ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องขอไถ่ถอนนาพิพาทคืน จำเลยต่อสู้ว่า ได้ซื้อจากโจทก์และบุตรครอบครองเป็นเจ้าของมา ๑๔ ปีแล้วได้ความว่า โจทก์ได้มอบนาพิพาทให้จำเลยไว้ทำต่างดอกเบี้ย มารดาจำเลยมอบให้จำเลยทำ เมื่อประมาณ ๑๒ ปีมาแล้ว จำเลยได้แสดงต่อโจทก์ว่า มารดายกที่รายนี้ให้จำเลยแล้ว จำเลยจะเอาที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์โดยยอมเพิ่มเงินให้โจทก์อีก ๒๕๐ บาท โจทก์และบุตรผู้มีชื่อในโฉนดก็ยอมตกลง และไปขอโอนโฉนดให้จำเลยแต่ขัดข้อง โดยบุตรโจทก์ที่มีชื่อในโฉนดไปไม่ครบเลยไม่ได้โอนกัน และจำเลยไม่ได้จ่ายเงิน ๒๕๐ บาทให้โจทก์ จำเลยคงครอบครองนาพิพาทและโฉนดมาจนบัดนี้
ศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นการครอบครองแทนโจทก์ พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ และคืนนาพิพาทให้โจทก์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การครอบครองของจำเลยในตอนหลังตั้งแต่จำเลยได้แสดงเจตนาเอาที่พิพาทเป็นสิทธิตลอดมาจนถึงวันที่ดจทก์ฟ้องเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี แล้ว เป็นการครอบครองในฐานะเป็นเจ้าของจำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ในตอนแรกแม้จะถือว่าครอบครองแทนโจทก์ แต่จำเลยได้บอกกล่าวแก่โจทก์แล้วว่าจำเลยไม่เจตนาจะยึดถือนาพิพาทไว้แทนโจทก์ต่อไป ซึ่งโจทก์ก็ยอมตกลง เห็นพ้องด้วยศาลอุทธรณ์ว่า การครอบครองของจำเลยภายหลังที่ได้แสดงเจตนาจะเอาที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิดังกล่าวเป็นการครอบครองของในฐานะเป็นเจ้าของโดยสงบและเปิดเผยเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีย่อมได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.ม.แพ่ง ม. ๑๓๘๒ พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


