ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวและนักเขียนของหนังสือพิมพ์อุบลรัตน์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาได้พิมพ์โฆษณาบทความของจำเลยที่ 1 ลงในคอลัมน์คิดแล้วเขียนลงหนังสือพิมพ์ดังกล่าว มีถ้อยคำใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามให้เข้าใจว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างสนามฟุตบอลโรงเรียนบ้านโพนเมืองได้ขุดเอาดินของโรงเรียนมาถมทำสนามฟุตบอลและยังขุดเอาดินในโรงเรียนไปขายโดยพลการ แต่มีผู้ใหญ่ช่วยปกป้องการกระทำผิดของโจทก์ โดยหาทางออกให้นำเงินที่ขายดินได้คืนเข้าบำรุงโรงเรียนโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ประกอบด้วยมาตรา 328คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 จำคุก 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด1 ปี ตามมาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยที่ 2 พิมพ์โฆษณาว่า"สนามที่สร้างแบบสุกเอาเผากินทำเพียงไม่กี่วันก็เสร็จ" นั้นเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยที่ 2ลงพิมพ์โฆษณาข้อความดังกล่าวนั้น เนื่องมาจากนายสุชาติ แซ่ลิ้มทำหนังสือร้องเรียนมายังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายกสมาคมสื่อมวลชนอุบลราชธานี และเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อุบลรัตน์ว่าโจทก์ผู้รับเหมาก่อสร้างสนามฟุตบอลของโรงเรียนบ้านโพนเมืองมีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริตรวมทั้งครูบางคนที่เกี่ยวข้องด้วยก่อนจะลงโฆษณาบทความนั้นในหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 2ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งรับราชการเป็นครูและเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 2 ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงจำเลยที่ 1 ได้รายงานว่า ข้อเท็จจริงน่าจะมีมูลตามที่ร้องเรียนจำเลยที่ 2 จึงให้จำเลยที่ 1 เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ของ จำเลยที่ 2 พฤติการณ์แสดงว่าที่จำเลยที่ 2กระทำไปก็เพราะเชื่อโดยสุจริตว่ามีมูลความจริงตามบทความดังกล่าวและวันที่จำเลยที่ 2 ลงพิมพ์โฆษณา คือวันที่ 16 ธันวาคม 2534 นั้นโจทก์ก็รับว่ายังสร้างสนามฟุตบอลไม่เสร็จ แต่โจทก์ส่งมอบงานต่อคณะกรรมการตรวจรับงานไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2534เมื่อยังก่อสร้างไม่เสร็จ การที่โจทก์มอบงานต่อทางราชการเช่นนี้ย่อมทำให้ประชาชนรวมทั้งจำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริตว่า โจทก์ทำงานไม่เรียบร้อยและผิดระเบียบของทางราชการ ส่วนโจทก์กับคณะกรรมการตรวจรับงานจะมีข้อตกลงกันเป็นพิเศษอย่างไรนั้นจำเลยที่ 2 ไม่อาจรู้ได้ เมื่อมีเหตุให้น่าสงสัยอันสมควร จำเลยที่ 2จึงได้ลงพิมพ์โฆษณาบทความวิพากษ์วิจารณ์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(3)

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th