ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,337 จำเลยนี้เป็นคนคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาแดงที่ 117/07 ขอให้นับโทษต่อด้วย

จำเลยให้การว่า ได้ลักของกลางรายนี้มาพร้อมกับของกลางในคดีอาญาแดงที่ 117/2507 ซึ่งศาลจำคุกไปแล้ว 3 เดือน คู่ความไม่สืบพยาน

ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2507 จำเลยแถลงว่าในคดีอาญาแดงที่ 117/2507 รองเท้าที่จำเลยลักไป ลักไปจากเรือประจักษ์โชค จำเลยรับสารภาพ ศาลจำคุก 3 เดือน คดีถึงที่สุดแล้วของกลางในคดีนี้เป็นของประจำเรือประจักษ์โชคลำเดียวกัน จำเลยลักไปพร้อมกับรองเท้าที่กล่าวแล้ว เป็นการกระทำครั้งเดียวกัน

โจทก์แถลงว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยลักทรัพย์รองเท้าที่จำเลยลักในคดีก่อนกับของกลางในคดีนี้เป็นของคนละเจ้าของ จับของกลางได้คนละแห่ง ต่างกรรมต่างวาระกัน

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้ของกลางทั้งสองคดีเป้นของสองเจ้าของการกระทำของจำเลยเป็นครั้งเดียว กรรมเดียว คดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีอาญาแดงที่ 117/2507 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามที่โจทก์จำเลยแถลงตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2507 และตามที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2507 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2507 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยนี้ได้บังอาจลักรองเท้าหนัง 1 คู่ ราคา 100 บาท ของนายเสนอ สุขยิ่งเจริญและลักเข็มทิศ 1 อัน ราคา 500 บาท สปอร์ทไลท์ 1 ดวง ราคา 150 บาท ของนายวิรัชทรงประจักษ์กุลไปในคราวเดียวกันด้วย เพราะสิ่งของที่ลักอยู่ในเรือลำเดียวกัน ต่อมาเจ้าพนักงานจับรองเท้าที่จำเลยลักไปได้จากนายชาญซึ่งจำเลยเอาไปขายไว้ให้ และฟ้องจำเลยต่อศาล คดีถึงที่สุด ต่อมาเจ้าพนักงานจับของกลางในคดีนี้ได้จากบุคคลอื่นอีก 2 คนซึ่งจำเลยนำเอาไปฝากไว้ คนละวันกัน โจทก์จึงแยกฟ้องเป็น 2 คดี เพราะสองเจ้าของ จึงปรากฏเป็นสำนวนนี้ขึ้นอีกสำนวนหนึ่ง ปัญหามีว่า สิทธินำคดีมาฟ้องของโจทก์ได้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) ที่บัญญัติไว้ว่า เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วหรือไม่เห็นว่า การที่จำเลยลักทรัพย์หลายสิ่งหลายเจ้าของอยู่ในเรือลำเดียวกันและในคราวเดียวกัน ถือได้ว่าการลักทรัพย์เหล่านั้น เป็นกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จะถือว่าเป็นหลายกรรม เพราะเป็นทรัพย์หลายเจ้าของ และจับของกลางได้คนละแห่งคนละวันกันก็ไม่ได้ สิทธิที่นำคดีมาฟ้องจำเลยในการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นกรรมเดียวกันนั้นจึงระงับไป เพราะมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งได้กล่าวแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยซ้ำอีก พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th