ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบังอาจร่วมกันพรากเด็กหญิงเสาวคนธ์(อายุ 14 ปีเศษ) ผู้เยาว์อายุกว่าสิบสามแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดาและผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย และจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เยาว์จนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319, 83
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319, 83 จำคุกคนละ 3 ปี
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ทั้งนี้โดยมีข้อความในวงเล็บระบุถึงอายุของผู้เสียหายไว้ชัดเจนว่า ผู้เสียหายมีอายุ14 ปีเศษ ไปเสียจากนายวิทยะ ซึ่งเป็นบิดาและผู้ปกครองเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วย เป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)แล้ว หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่หลายครั้งเป็นเพียงข้อประกอบเจตนาแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319ที่โจทก์ขอให้ลงโทษโดยตรง โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาสถานที่และจำนวนครั้งที่จำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย และที่จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันหรือไม่ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณา มิใช่ข้อสำคัญที่จะต้องกล่าวในฟ้อง
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

