ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


คดีสืบเนื่องจาก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 6,010,543.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1ไม่ชำระเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดทรัพย์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวอาคารพาณิชย์ 7 ชั้นครึ่ง จำนวน 1 หลัง ของจำเลยที่ 1 และทำการขายทอดตลาดไปเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2532เป็นจำนวนเงิน 4,200,000 บาท
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ราคาที่ขายต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก โจทก์เป็นผู้ซื้อโดยสมคบกับเจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาทรัพย์ต่ำกว่าราคาจริง ขอให้เพิกถอนการขาย
โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง
ในระหว่างพิจารณาเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งรายงานการยึดและการขายทอดตลาดต่อศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนพยานแล้วมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไปโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วยกคำร้องของจำเลยที่ 1
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามคำสั่งศาลนั้นกฎหมายมีเจตนารมณ์ว่าจะต้องขายให้ได้ราคาสูงที่สุดเท่าที่สามารถจะประมูลขายได้ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาด หรือศาลเห็นว่าราคาของผู้ประมูลสูงสุดในการประมูลครั้งนั้นต่ำไป เป็นราคาที่ไม่สมควร หรือควรจะได้ราคาที่สูงกว่านั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือศาลอาจไม่อนุญาตให้ขาย แล้วเลื่อนไปประกาศขายใหม่ดังจะเห็นได้จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 513บัญญัติว่า "เมื่อใดผู้ทอดตลาดเห็นว่าราคาซึ่งมีผู้สู้สูงสุดนั้นยังไม่เพียงพอ ผู้ทอดตลาดอาจถอนทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดได้"คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามสัญญาจำนองเอกสารท้ายฟ้องว่า ที่ดินพร้อมตึกแถวที่ขายทอดตลาดในครั้งนี้ธนาคารโจทก์เคยรับจำนองจากจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2526 เป็นจำนวนเงินถึง 5,000,000 บาทซึ่งตามประเพณีของธนาคารจะให้วงเงินจำนองต่ำกว่าราคาที่เป็นจริงการขายทอดตลาดในครั้งนี้ได้กระทำหลังจากการรับจำนองเกินกว่า5 ปี ทรัพย์ที่ขายทอดตลาดเป็นอาคารพาณิชย์เป็นตึกสูง 7 ชั้นครึ่งพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 14288 แขวงวัดเทพศิรินทร์เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 13.9 ตารางวา อยู่ในย่านทำเลการค้า น่าเชื่อว่ามีราคาสูงขึ้นกว่าตอนโจทก์รับจำนองอีกมาก อันเป็นราคาที่สูงขึ้นตามปกติของที่ดินในท้องตลาดทั่วไปแม้การประมูลในครั้งนี้ผู้ประมูลให้ราคาสูงสุดถึง 4,200,000 บาทสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งประเมินเพียง1,805,000 บาท แต่การประเมินดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณราคาเพื่อนำมาคำนวณค่าธรรมเนียมในกรณียึดแล้วไม่มีการขาย และเพื่อดูว่าทรัพย์สินที่ยึดเพียงพอที่จะบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เป็นการประมาณราคาแบบคร่าว ๆ มิใช่ประเมินตามราคาท้องตลาดที่แท้จริงแต่การขายทอดตลาดนั้นผู้ทอดตลาดอาจคำนวณราคาโดยอาศัยวงเงินที่โจทก์รับจำนองประกอบกับประเพณีของธนาคารที่จะรับจำนองในวงเงินที่ต่ำกว่าราคาทรัพย์ที่แท้จริงทั้งขายทอดตลาดหลังการจำนองเกินกว่า 5 ปี ราคาน่าจะต้องสูงขึ้นไปอีกมาก การขายทอดตลาดในครั้งนี้เป็นการประกาศขายครั้งแรก ผู้ทอดตลาดพอจะเห็นได้ว่าราคาซึ่งผู้สู้สูงสุดนั้นยังไม่เพียงพอ หากถอนทรัพย์จากการขายทอดตลาดในครั้งนี้แล้วประกาศการขายทอดตลาดใหม่ อาจได้ราคาสูงกว่าที่โจทก์เสนอราคาในครั้งแรกดังที่จำเลยที่ 1 คัดค้านไว้ก็ได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ตามพฤติการณ์แล้วน่าเชื่อว่าหากมีประกาศขายใหม่จะมีผู้สู้ราคาสูงกว่าในครั้งนี้ การอนุญาตให้ขายของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งนี้จึงมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการขายทอดตลาดเป็นการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อมาตรา 513 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบมาตรา 308 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งนี้ โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดใหม่ต่อไป
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


