ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงสุวรรณา ผู้เสียหายอายุ 11 ปีเศษ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 และเพิ่มโทษตามมาตรา 92
จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษรับว่าเป็นความจริงตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 ให้จำคุก 9 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92 เป็นจำคุก 12 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลย 9 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริงและวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้จำเลยไม่มีทนายความแก้ต่างเพราะศาลชั้นต้นไม่ตั้งให้ กับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยตามประเด็นไปซักค้านผู้เสียหายที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น เห็นว่าก่อนเริ่มพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น จำเลยแถลงว่าจะหาทนายความเอง และระหว่างการพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยร้องขอให้ศาลตั้งทนายความให้ ดังนั้นศาลจึงไม่จำต้องตั้งทนายความให้จำเลย ที่โจทก์ขอส่งประเด็นไปสืบผู้เสียหายและมารดาผู้เสียหายที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้ว จำเลยไม่ค้านและยังแถลงว่าไม่ตามประเด็นไปด้วยต่อมาจำเลยยื่นคำร้องผ่านเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขอให้ส่งตัวจำเลยตามประเด็น ซึ่งศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วไม่เห็นสมควรและไม่อนุญาต จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งได้ เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกหลายประการ ล้วนแต่เป็นข้ออ้างที่ไม่ปรากฏในพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยจึงเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา









