ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในเขตทางน้ำชลประทานโดยไม่รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 มาตรา 23, 37, ฯลฯให้จำเลยรื้อโรงเรือนออกไปจากเขตชลประทานภายใน 1 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยยังมิได้รื้อถอนโรงเรือนที่รุกล้ำออกไป ขอให้ออกหมายจับจำเลยมากักขังจนกว่าจะยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้หมายเรียกจำเลยมาสอบถาม

จำเลยมาศาลขอเวลารื้อถอนขนย้ายบ้านภายใน 6 เดือนแล้ว ต่อมากลับอ้างว่า ที่ดินตรงที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนเป็นของนายปุ๋ยจำเลยในคดีอาญาของศาลชั้นต้นอีกคดีหนึ่ง จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวจากนายปุ๋ย และศาลฎีกาพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวโดยยังมิได้ชี้ขาดว่าที่ดินนั้นเป็นของนายปุ๋ยหรือเป็นของกรมชลประทาน จึงยังฟังไม่ได้แน่ว่าที่ดินนี้เป็นของผู้ใด รูปคดีไม่มีประโยชน์ต่อโจทก์ที่จะบังคับคดีต่อไป ขอให้ยกคำขอของโจทก์ หรือทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควร หรือสั่งให้โจทก์ไปดำเนินคดีเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินของกรมชลประทานกับนายปุ๋ยเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสี่ และวรรคห้า

ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยอ้างสิทธิของบุคคลภายนอกมาใช้ยันเพื่อให้งดการบังคับคดีไม่ได้ให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่พิพาท หากไม่ปฏิบัติตามจะออกหมายจับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในเขตทางน้ำชลประทานโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องลงโทษปรับจำเลย และให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากเขตชลประทานภายใน 1 เดือน จำเลยมิได้อุทธรณ์ คดีเป็นอันถึงที่สุด ผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยผู้เป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาคือรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากเขตชลประทานซึ่งจำเลยรับว่าได้ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยผิดกฎหมาย จำเลยจะอ้างสิทธิของบุคคลภายนอกหรือเหตุอื่นใดอันมิใช่อำนาจพิเศษมาเป็นข้อแก้ตัวในการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาส่วนนี้หาได้ไม่ การที่จำเลยอ้างว่าที่ดินที่จำเลยปลูกสร้างอาคารหรือโรงเรือนเป็นของนายปุ๋ย จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวจากนายปุ๋ย โจทก์ไม่อยู่ในฐานะที่จะขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนออกไป เท่ากับเป็นการโต้แย้งว่าจำเลยมิได้ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเขตทางน้ำชลประทานของกรมชลประทาน อันเป็นการโต้เถียงขัดกับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วดังกล่าวข้างต้น ซึ่งแม้จะเป็นในชั้นบังคับคดีก็ไม่อาจกระทำเช่นว่านั้นได้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(1) เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิโต้แย้งฝ่าฝืนข้อเท็จจริงที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้วเช่นนี้ ข้ออ้างของจำเลยจึงมิใช่ข้อแก้ตัวอันดี

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th