ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ต่อมาจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ โจทก์จึงฟ้องถอนคืนการให้ ระหว่างพิจารณาคดีนั้นจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 โดยที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องถอนคืนการให้จากจำเลยที่ 1 เป็นการสมยอมกันฉ้อฉลโจทก์โดยไม่สุจริตทำให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้พิพากษาถอนคืนการให้และเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตไม่ทราบถึงเรื่องที่โจทก์ฟ้องถอนคืนการให้จากจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 คืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์
จำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตอันมีค่าตอบแทน แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์จะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้ ดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์แล้ว เพียงแต่โจทก์ไม่อาจได้ที่ดินพิพาทคืนเพราะที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลภายนอกโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมดรวมถึงที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นจึงไม่ชอบ
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ที่ 3ส่วนคดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








