ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีสองสำนวนนี้ ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษารวมกัน เรียกนางแม๊ะสา ฮ่อบุตร จำเลยสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และเรียกนายเจริญ อาจพัฒน์ จำเลยสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 2

ทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าคลองจิหลาด อันเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยที่ 1 ครอบครอง 16 ไร่ จำเลยที่ 2 ครอบครอง 7 ไร่ 3 งาน 71 ตารางวา โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 1, 14, 31 และให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนและให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

โจทก์ทั้งสองสำนวนและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งสิ้นทั้งสองสำนวน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองอยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่ทราบว่าที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญาและวินิจฉัยต่อไปว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลสั่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น คำขอของโจทก์ส่วนนี้เป็นวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 วรรคท้ายที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อศาลมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทำความผิดตามมาตรานี้แล้ว ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งตามที่โจทก์ขอได้

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th