ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย

จำเลยให้การต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นโจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวน108,435.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์แล้วเป็นเงิน29,000 บาท คงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 8 มิถุนายน2529 รวมเป็นเงิน 160,762.61 บาท จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างใดที่จะยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ คงมีแต่เงินบำนาญจากทางราชการเดือนละ 6,200 บาท ซึ่งโจทก์ไม่สามารถจะบังคับคดีจากเงินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย และหนี้ดังกล่าวนี้สืบเนื่องมาจากนางอำไพ แน่นหนาพนักงานการเงินของโจทก์เอาเงินของทางราชการไปใช้และทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้กับโจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมานางอำไพถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและไม่ชำระหนี้ให้โจทก์โจทก์จึงฟ้องจำเลย

ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ก่อนฟ้องคดีนี้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เดือนละ 1,000 บาท เป็นเงิน 29,000 บาท แล้ว แต่ก็เป็นเพียงผ่อนชำระดอกเบี้ยเท่านั้น ต้นเงินทั้งหมดและดอกเบี้ยยังค้างอยู่อีกมาก หากจะให้จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไปเดือนละ 1,000 บาท กว่าจะหมดหนี้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี และตามที่โจทก์นำสืบมาโดยจำเลยมิได้โต้แย้งได้ความว่าจำเลยหาได้ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์สม่ำเสมอทุกเดือนไปไม่ บางครั้งสองเดือนหรือสามเดือนจำเลยจึงนำเงินมาชำระครั้งหนึ่ง ถ้าจำเลยมีความสุจริตใจหรือขวนขวายอย่างแท้จริงที่จะชำระหนี้ให้โจทก์หมดสิ้นไปโดยเร็วแล้ว ก็น่าจะชำระให้โจทก์อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน และเป็นจำนวนเงินมากกว่านี้ด้วยเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว จำเลยก็หาได้ยื่นคำขอประนอมหนี้ไม่ ทั้ง ๆ ที่จำเลยอ้างว่ามีเจ้าหนี้เพียงรายเดียวคือโจทก์เท่านั้น ฉะนั้นที่จำเลยนำสืบว่าบุตรของจำเลย 5 คน พร้อมที่จะออกเงินช่วยจำเลยผ่อนชำระหนี้คนละ 500 บาท ต่อเดือนรวมกับของจำเลยเองแล้วเป็นเงินเดือนละ 3,500 บาท นั้น จึงรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร1 คน กับภรรยาอีก 1 คน ตามสำเนาทะเบียนบ้านที่แนบมาท้ายฎีกานั้นปรากฏว่าเป็นบุตรและภรรยาที่จำเลยเพิ่มได้มาใหม่ จึงไม่ใช่ข้ออ้างที่สมควร และศาลฎีกาเห็นว่า แม้มูลแห่งหนี้จะสืบเนื่องมาจากการค้ำประกัน กรณีก็ยังไม่มีเหตุอื่นที่จะไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th