ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กล่าววาจาดูหมิ่นและหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อนายสัมพันธ์ นายวีรชัย นางสาวนภาพร นางสาวอุรีย์และบุคคลอื่นอีกประมาณ 20 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม ด้วยข้อความว่า "อี - คนนี้ หน้าแย่งผัวฉัน เอาผัวฉันไปกกกอดนอนด้วยกัน"และข้อความว่า "ไปปลูกบ้านอยู่ด้วยกันไปกกกอดนอนกันที่โรงแรม"ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายว่าโจทก์ไม่มีความสัมพันธ์ทางประเวณีกับนายเชิดเกียรติ สามีของจำเลย โดยประการที่จะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีผล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 393 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ลงโทษปรับ 400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลย 400 บาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1)ประกอบมาตรา 62 และไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393ประกอบมาตรา 68 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 194 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าวันเวลาเกิดเหตุจำเลยได้ไปที่ทำงานของโจทก์และด่าว่าโจทก์เนื่องจากพฤติการณ์ต่าง ๆระหว่างโจทก์กับสามีจำเลยทำให้จำเลยเข้าใจว่าโจทก์มีความสัมพันธ์กับสามีจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีจำเลยจริงจึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงไม่ชอบ ต้องถือว่าข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่ศาลชั้นต้นฟังมาดังนั้นแม้โจทก์จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวว่าโจทก์มิได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกล่าวหมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งหน้าของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329, (1), 62 และ มาตรา 393, 68 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าเพียงแต่จำเลยเข้าใจว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีจำเลยไม่ก่อให้จำเลยเกิดสิทธิที่จะเข้าไปกล่าวประจานโจทก์ในที่ทำงานของโจทก์ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานของโจทก์ด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาทและดูหมิ่นโจทก์ซึ่งหน้าเห็นได้ว่าจำเลยมุ่งประสงค์เพื่อให้โจทก์อับอายและทำลายชื่อเสียงของโจทก์ จำเลยจะยกเหตุเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมขึ้นเพื่อปฎิเสธความผิดไม่ได้

พิพากษากลับ ให้ บังคับคดี ตาม คำพิพากษา ศาลชั้นต้น

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th