ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสิงค์โปร์ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการธนาคาร และมีสาขาในประเทศไทย เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2501 ถึง 2504 กับปี พ.ศ. 2507 ให้โจทก์เสียภาษีโดยอ้างว่าเงินค่าดอกเบี้ยที่สาขาโจทก์ในประเทศไทยจ่ายให้สำนักงานใหญ่และสาขาในต่างประเทศ เป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี เมื่อนำมารวมคำนวณแล้วกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น และยังได้ประเมินภาษีเงินได้โจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี พ.ศ. 2502 ถึงปี พ.ศ. 2508 จากการที่สาขาโจทก์ในประเทศไทยจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้โจทก์เสียภาษีอีก โจทก์เห็นว่าการประเมินดังกล่าวเป็นการไม่ชอบจึงอุทธรณ์การประเมินต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งได้วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ เงินที่สาขาโจทก์ในประเทศไทยได้รับมาจากสำนักงานใหญ่หรือสาขาในต่างประเทศไม่ใช่เงินทุน เงินสำรองหรือเงินกองทุน แต่เป็นเงินที่รับฝากจากลูกค้าในต่างประเทศซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝาก ดอกเบี้ยที่สาขาโจทก์ในประเทศไทยส่งไปจึงถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ และเงินค่าดอกเบี้ยที่จ่ายและส่งออกไปไม่ใช่เป็นเงินกำไรจึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์และสำนักงานสาขาเป็นนิติบุคคลเดียวกันเงินที่โจทก์ส่งมาเป็นทุนไม่ว่าจะเป็นเงินของผู้ใดต้องถือว่าเป็นเงินทุนของโจทก์เองการที่สาขาโจทก์ในประเทศไทยจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยให้สำนักงานใหญ่หรือสาขาของธนาคารซึ่งเป็นนิติบุคคลเดียวกัน รายจ่ายดังกล่าวจึงเป็นกำไรสุทธิ เพราะต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และสาขาโจทก์ในประเทศไทยจำหน่ายเงินกำไรหรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เจ้าพนักงานของจำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยเป็นนิติบุคคลเดียวกันกับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศและเงินที่ธนาคารรับฝากจากลูกค้าเป็นสังกมะทรัพย์ เมื่อธนาคารรับฝากแล้วย่อมเป็นทรัพย์สินของธนาคาร แม้สำนักงานใหญ่หรือสาขาในต่างประเทศจะส่งเงินมาให้สาขาโจทก์ในประเทศไทยลงทุน และเงินที่ส่งมาดังกล่าวเป็นเงินที่สำนักงานใหญ่หรือสาขาในต่างประเทศรับฝากจากลูกค้า ซึ่งมีพันธะผูกพันจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ฝาก เมื่อส่งมาลงทุนในประเทศไทย ย่อมถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของสำนักงานใหญ่หรือสาขาในต่างประเทศ ทั้งดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ฝากก็เป็นรายจ่ายของสำนักงานใหญ่หรือสาขาในต่างประเทศ มิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ ดอกเบี้ยที่สาขาโจทก์ในประเทศไทยจ่ายให้แก่สำนักงานใหญ่หรือสาขาในต่างประเทศถือได้ว่าเป็นรายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงเป็นค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของเองและใช้เอง กับเป็นดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุนของตนเอง จึงเป็นรายจ่ายที่ต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (9) (10) และ (11) ต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และการจ่ายดอกเบี้ยของสาขาโจทก์ในประเทศไทยดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย จึงต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ อีกส่วนหนึ่งด้วย

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th