ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย และเป็นกรรมการลูกจ้างจำเลยมีคำสั่งลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2535 ลงโทษโจทก์ด้วยการว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 ขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าว

จำเลยให้การว่า โจทก์กระทำผิดข้อบังคับการทำงาน จำเลยจึงลงโทษบริษัทจำเลยมีสหภาพแรงงานโอเรียนประเทศไทย ในเดือนกันยายน 2534 ได้มีการประชุมสามัญประจำปีของสหภาพ แต่มิได้แจ้งผลการประชุมว่าแต่งตั้งผู้ใดเป็นกรรมการสหภาพแรงงานให้จำเลยทราบต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2534 จึงได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าได้แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง จำเลยสอบถามจึงทราบจากนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดชลบุรีว่า ไม่สามารถจดทะเบียนผู้เป็นกรรมการสหภาพแรงงานดังกล่าวได้ เพราะสหภาพแรงงานขาดส่งเอกสารบางอย่าง เมื่อกรรมการสหภาพแรงงานยังมิได้จดทะเบียนให้ถูกต้องจึงไม่สามารถตั้งกรรมการลูกจ้างได้ โจทก์จึงมิใช่กรรมการลูกจ้างจำเลยไม่ต้องร้องขอต่อศาลแรงงานเพื่อขอลงโทษโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ลงโทษโจทก์โดยการว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคณะกรรมการสหภาพแรงงานโอเรียนประเทศไทย ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้มีการประชุมใหญ่เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานโดยมิได้มีการจดทะเบียนรับรองการเป็นกรรมการ คณะกรรมการบริหารสหภาพดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนสหภาพ และไม่มีอำนาจตั้งคณะกรรมการลูกจ้างซึ่งมีโจทก์ร่วมอยู่ด้วย จำเลยจึงลงโทษโจทก์ร่วมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานกลางก่อนนั้น เห็นว่า การจดทะเบียนคณะกรรมการของสหภาพแรงงานเป็นเพียงวิธีการทางกฎหมาย เพื่อให้ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนเท่านั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานโอเรียนประเทศไทยได้ลงมติแต่งตั้งคณะกรรมการสหภาพแรงงาน และจำเลยได้ทราบผลการประชุมของคณะกรรมการสหภาพแรงงานโอเรียนประเทศไทยดังกล่าวแล้วว่าผู้ใดได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานนี้ จึงถือได้ว่าคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวเป็นคณะกรรมการสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 แล้ว จึงมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ได้และตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 52 ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้าง เลิกจ้าง ลดค่าจ้างลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการลูกจ้าง… เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน" ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจลงโทษโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างด้วยการว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานกลางก่อน ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2535 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th