ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 314,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาเช่าซื้อทางปฏิบัติเกี่ยวกับการชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์กับจำเลยที่ 1ไม่ถือเรื่องกำหนดเวลาในการชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญสัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกัน โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 32,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาข้อแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบหรือไม่ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์รับเงินจำนวน 88,815 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1นำมาชำระเพื่อบรรเทาความเสียหายที่โจทก์ยังไม่รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน มิใช่รับไว้เป็นค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อมาโดยตลอด ต้องถือว่าจำเลยที่ 1ได้ตกเป็นบุคคลที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 15 วรรคหนึ่ง ก็ระบุไว้ชัดแจ้งว่าถ้าผู้เช่าซื้อตกเป็นบุคคลที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้เช่าซื้อยอมให้บริษัทถือว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องบอกกล่าวดังนั้นสัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรกเป็นต้นมาเกินกว่า 2 งวดติดต่อกัน โจทก์เพียงแต่ให้นายบรรจง นพเจริญ ผู้รับมอบอำนาจซึ่งเป็นพนักงานเร่งรัดหนี้สินของโจทก์ไปติดตามทวงถามจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็นำเงินมาชำระให้โจทก์จำนวน 88,815 บาท โดยโจทก์ยอมรับไว้และยอมให้จำเลยที่ 1 ครอบครองใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อต่อไป จึงต้องถือว่าโจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้เป็นค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1ค้างชำระหลังจากผิดนัดแล้ว พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงปฏิบัติต่อกันเสมือนหนึ่งว่าสัญญาเช่าซื้อยังใช้บังคับอยู่ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้ถือกำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญต่อไป ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 1มิได้ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลาในสัญญาจะถือว่าจำเลยที่ 1ผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 15 วรรคสองมิได้ ในกรณีเช่นนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์ต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งคดีนี้ไม่ปรากฎว่าหลังจากนั้นโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมา เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2534 เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดต่อมา และจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมให้ยึดโดยมิได้โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย นับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมา เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ผิดสัญญาก็ไม่ต้องใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์ คงรับผิดเฉพาะค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนถึงวันสัญญาเลิกกันแก่โจทก์"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th