ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ จำนวน 70,000 บาทยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 82,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 70,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์สัญญากู้ทำขึ้นเพื่อเป็นเงื่อนไขในการที่จะใช้เงินที่จำเลยขอยืมจากแม่ชีสมพร อินทร์มงคง โดยแม่ชีสมพรบอกว่าจำเลยว่าจะทำเป็นหนังสือยกเงินจำนวน 70,000 บาท ให้แก่นางจิ๊ด อินทร์มงคล ภรรยาของโจทก์ หลังจากนั้นแม่ชีสมพรได้ถึงแก่กรรมโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือยกทรัพย์สินให้แก่นางจี๊ดหรือโจทก์ โจทก์กับจำเลยไม่มีหนี้ต่อกันจำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยเป็นหนี้เงินกู้แม่ชีสมพร ต่อมามีการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้มาเป็นโจทก์ ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ การแปลงหนี้ไม่สมบูรณ์จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 82,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเพียงข้อเดียวว่าการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ระหว่างแม่ชีสมพรอินทร์มงคล กับโจทก์ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมจำเลยได้กู้ยืมเงินจากแม่ชีสมพรหลายครั้งรวมเป็นเงิน 70,000 บาทแต่ไม่ได้ทำหลักฐานการกู้ยืมไว้ ต่อมาแม่ชีสมพรได้ยกเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยจึงได้ทำสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 ให้ไว้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว โดยระบุว่าจำเลยได้กู้เงินของโจทก์เป็นจำนวนเงิน 70,000 บาท และได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว ดังนั้นสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยมีผลสมบูรณ์และผูกพันคู่สัญญาตามเจตนาของคู่สัญญา เมื่อหนี้กู้ยืมถึงกำหนดชำระคืนในวันที่ 30 มกราคม 2522 แต่ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาฟังเป็นยุติได้เช่นนี้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาของจำเลยซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยต่อไป

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th