ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 371, 33, 83, 91 และริบมีดของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 เรียงกระทงลงโทษฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะจำคุกคนละ 18 ปี ฐานพาอาวุธมีดปรับคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 ปี ปรับคนละ 50 บาทไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ริบมีดของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกา จำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2540 เวลาประมาณ7 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายแล้ววิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับในลักษณะชะลอรับจำเลยที่ 1 และห่างจากผู้เสียหายประมาณ 1 ถึง 2 เมตร เมื่อผู้เสียหายร้องตะโกนขอความช่วยเหลือนายสิงห์ พงษ์รัตน์ซึ่งเดินสวนทางมาเห็นเหตุการณ์จึงเข้าขัดขวางมิให้จำเลยที่ 1หลบหนี โดยผลักรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับจนล้มลง และจำเลยทั้งสองล้มลงด้วย จำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดยาวประมาณ10 นิ้ว ออกมาจะแทงนายสิงห์ นายสิงห์จึงใช้ไม้ตีจำเลยที่ 1เห็นว่า แม้ขณะที่จำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือได้ใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย แต่หลังจากจำเลยที่ 1กระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายแล้วได้วิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ห่างจากที่ผู้เสียหายถูกกระชากสร้อยเพียง1 ถึง 2 เมตร เพื่อหลบหนี จึงถูกนายสิงห์วิ่งไปผลักจนรถจักรยานยนต์ล้มลง จำเลยที่ 1 จึงชักอาวุธออกมาจะแทงนายสิงห์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวทั้งสองกรณียังต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันโดยตลอด และยังไม่ขาดตอนจากการวิ่งราวทรัพย์ ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชักอาวุธมีดออกมาจะแทงนายสิงห์ทันทีที่นายสิงห์ผลักรถจักรยานยนต์ล้มลงนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาขู่เข็ญไม่ให้นายสิงห์ขัดขวางการหลบหนีเพื่อให้พ้นจากการจับกุมและเพื่อการพาทรัพย์ไป และแม้นายสิงห์จะมิใช่ผู้เสียหายแต่เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำโดยมีเจตนาดังกล่าว และการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ขาดตอนจากการกระชากกระเป๋าถือของผู้เสียหายถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระชากกระเป๋าถือผู้เสียหายโดยขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมแล้ว จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th