ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


เนื่องมาจาก ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ขอให้ศาลแพ่งออกคำบังคับเมื่อวันที่28 มกราคม 2523 ศาลแพ่งออกคำบังคับคดีเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์2523 ให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน จำเลยนำเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมจำนวน 46,011.75 บาท มาวางศาลเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2523 ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2529 โจทก์แถลงขอรับเงินจำนวนดังกล่าว ศาลแพ่งยกคำแถลง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่าเงินค้างจ่ายตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติไว้นั้นต้องเป็นเงินที่จำเลยนำมาวางศาลก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามมาตรา 135 ส่วนเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลชั้นต้นรับไว้ได้ หากศาลชั้นต้นรับไว้ก็เท่ากับรับไว้แทนโจทก์และจะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์เท่านั้น จะนำมาตรา 323 มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ พิเคราะห์แล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติครอบคลุมถึงเงินทั้งหมดที่มีผู้นำมาวางไว้ในคดีและค้างจ่ายอยู่ในศาล มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงเงินที่จำเลยนำมาวางศาลก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามมาตรา 135 ดังที่โจทก์ฎีกา และการที่จำเลยนำเงินมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำบังคับ ศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับนั้นมีอำนาจที่จะรับเงินไว้ได้ เพราะเป็นศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 302 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปีนับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางต่อศาลเงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา


