ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยคืนเงินภาษีเพิ่มขึ้นจำนวน 416,494,269.47 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 25พฤศจิกายน 2537 จนถึงวันฟ้องซึ่งโจทก์คิดเพียง 14 เดือน เป็นเงินดอกเบี้ย36,443,248.58 บาท รวมเป็นเงินภาษีและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ทั้งสิ้น452,937,518.05 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 416,494,269.47 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมเดิมใช้ชื่อว่าราชกรีฑาสโมสร ประกอบกิจการเกี่ยวกับการให้บริการสมาชิกและบุคคลทั่วไปในสมาคมของโจทก์ การจัดแข่งม้าและอื่น ๆ การจัดแข่งม้าของโจทก์เป็นการเล่นการพนันโตแตไลเซเตอร์ ตามบัญชี ข. หมายเลข 17 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 โจทก์เสียภาษีให้แก่กรมตำรวจในอัตราร้อยละ 10แห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายคือร้อยละสิบของยอดจำหน่ายสลากวินโต๊ดและเปล๊สโต๊ดทั้งหมดที่โจทก์จำหน่ายให้ผู้ซื้อสลากม้าแข่งทั้งหมดในแต่ละเที่ยวโดยนำส่งภาษีดังกล่าวให้แก่กรมตำรวจภายในสัปดาห์ถัดจากสัปดาห์ที่โจทก์จัดให้มีการแข่งม้า และโจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นให้แก่จำเลยตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการพนันดังกล่าวอีกร้อยละสองครึ่งของยอดจำหน่ายสลากวินโต๊ดและเปล๊สโต๊ดทั้งหมดที่โจทก์จำหน่ายให้ผู้ซื้อสลากม้าแข่งทั้งหมดในแต่ละเที่ยว โดยนำส่งภาษีดังกล่าวทั้งหมดให้แก่จำเลยในสัปดาห์ถัดจากสัปดาห์ที่โจทก์จัดให้มีการแข่งม้า ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม2527 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2537 โจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นเงินทั้งสิ้น 462,771,410.50 บาท ต่อมาโจทก์เห็นว่าโจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นดังกล่าวให้แก่จำเลยตามกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ข้อ 12 วรรคสอง เพียงร้อยละสองครึ่งของภาษีที่โจทก์ต้องเสียให้แก่กรมตำรวจ โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยคืนเงินภาษีที่อ้างว่าชำระเกินให้แก่จำเลยจำนวน 416,494,269.47 บาท เป็นคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่มตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ในอัตราร้อยละสองครึ่งของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายของการเล่นการพนันหรือเสียในอัตราร้อยละสองครึ่งของยอดภาษีการพนันที่ต้องเสียตามมาตรา 16วรรคหนึ่ง เห็นว่า ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2503 บัญญัติว่า "รัฐมนตรีเจ้าหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้มีอำนาจกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 ในบัญชี ข. เสียภาษีไม่เกินกว่าร้อยละสิบแห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายการเล่นหมายเลข 19 ในบัญชี ข. ไม่เกินร้อยละสิบแห่งยอดรายรับซึ่งหักรายจ่ายแล้วและการเล่นหมายเลข 16 หมายเลข 18 และหมายเลข 20 ในบัญชี ข. ไม่เกินร้อยละสิบแห่งยอดราคาสลากซึ่งผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย" และวรรคสองของมาตรา 16 บัญญัติว่า "รัฐมนตรีเจ้าหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้จะกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ในบัญชี ข. เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกไม่เกินร้อยละสองครึ่ง เพื่อให้เป็นรายได้ของเทศบาลแห่งท้องที่ที่เล่นการพนันตามใบอนุญาตโดยกำหนดในกฎกระทรวงก็ได้" และมาตรา 17 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ในบัญชีข. จะต้องเสียภาษีตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจากฐานที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 ในบัญชี ข. เสียภาษีจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 18 ในบัญชี ข.เสียภาษีจากยอดสลากซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย และผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 19 ในบัญชี ข. เสียภาษีจากยอดรายรับซึ่งหักรายจ่ายแล้ว ดังนั้น การที่มาตรา 16วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ในบัญชี ข. เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกไม่เกินร้อยละสองครึ่งเพื่อให้เป็นรายได้แก่เทศบาลแห่งท้องที่ที่เล่นการพนันตามใบอนุญาต โดยมิได้ระบุว่าให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกร้อยละสองครึ่งจากฐานใดนั้น จึงหมายความว่าให้ผู้รับใบอนุญาตหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ดังกล่าวเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกไม่เกินร้อยละสองครึ่งแห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดราคาสลากซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่ายหรือยอดรายรับซึ่งหักรายจ่ายแล้ว แล้วแต่ว่าผู้รับใบอนุญาตนั้นเป็นผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลขใดในบัญชี ข. ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478กำหนดภาษีตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง ไว้ในข้อ 12 วรรคหนึ่ง ว่า ผู้รับใบอนุญาตการเล่นโตแตไลเซเตอร์สำหรับการเล่นอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นการเล่นหมายเลข 19 ในบัญชี ข.เสียภาษีในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีร้อยละ 10 ในจังหวัดอื่นร้อยละ 5 แห่งยอดรายรับซึ่งหักรายจ่ายแล้วผู้รับใบอนุญาตการเล่นสลากกินแบ่งสลากกินรวบหรือการเล่นอย่างใดที่เสี่ยงโชคให้เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง สวีปหรือขายสลากกินแบ่ง สลากกินรวบหรือสวีปซึ่งไม่ได้ออกในประเทศไทย แต่ได้จัดให้มีขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายของประเทศนั้น ซึ่งเป็นการเล่นหมายเลข 16 หมายเลข 18และหมายเลข 20 ในบัญชี ข. เสียภาษีในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีร้อยละ 10ในจังหวัดอื่นร้อยละ 5 แห่งยอดราคาสลากซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย และกำหนดในข้อ 12 วรรคสองว่านอกจากภาษีดังกล่าวแล้วให้ผู้รับใบอนุญาตเสียภาษีเพิ่มขึ้นตามมาตรา 16 วรรคสอง อีกร้อยละสองครึ่งแห่งยอดที่ต้องเสียเพื่อเป็นรายได้ของเทศบาลแห่งท้องที่ที่เล่นการพนันตามใบอนุญาต ดังนั้น คำว่า "ยอดที่ต้องเสีย" ตามข้อ 12 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ดังกล่าว จึงหมายถึงยอดที่เป็นฐานในการเสียภาษีตามวรรคหนึ่งคือยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย แล้วแต่ว่าเป็นผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลขใดในบัญชี ข. นั่นเอง ที่โจทก์อ้างว่าการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็นรายได้ของจำเลยต้องเก็บจากยอดภาษีที่ต้องเสียโดยเทียบเคียงกับมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2497 และมาตรา 112 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 นั้น เห็นว่า บทกฎหมายที่โจทก์อ้างนั้น เป็นกฎหมายคนละฉบับกับทั้งยังบัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มจากยอดภาษีที่ต้องเสีย จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันได้ และที่โจทก์อ้างว่าในเมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503)มาตรา 12 วรรคสอง มิได้กำหนดไว้ว่าให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากฐานใด ดังเช่น วรรคหนึ่งแต่กลับใช้ถ้อยคำว่าให้เสียภาษีอีกร้อยละสองครึ่งแห่งยอดที่ต้องเสีย จึงต้องแปลตรงตัวตามถ้อยคำที่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าผู้รับใบอนุญาตต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกร้อยละสองครึ่งแห่งยอดภาษีที่ต้องเสียตามวรรคหนึ่งนั่นเองนั้น เห็นว่า แม้ความในมาตรา 12 วรรคสอง ของกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) จะใช้คำว่า ยอดที่ต้องเสียโดยไม่ได้ระบุว่าให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากฐานใด แต่เมื่อพิจารณาจากพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 16 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2503 ข้อ 12 และกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ตลอดจนหมายเหตุของการแก้ไขแล้ว เห็นว่า ความในวรรคสองของมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 นั้น ต้องอ่านต่อเนื่องจากความในวรรคหนึ่ง ฐานในการจัดเก็บภาษีการพนันใช้ฐานในการคำนวณภาษีคือรายรับก่อนหักรายจ่าย ซึ่งในกรณีนี้คือสลากม้าแข่งที่สนามม้าได้รับไว้ทั้งสิ้น เมื่อโจทก์ผู้รับใบอนุญาตการเล่นโตแตไลเซเตอร์สำหรับการแข่งม้าซึ่งเป็นการเล่นหมายเลข 17 ในบัญชี ข. แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478โจทก์จึงต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นตามมาตรา 16 วรรคสอง ในอัตราร้อยละสองครึ่งของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายของการเล่นการพนันดังกล่าว การที่โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้แก่จำเลยในอัตราร้อยละสองครึ่งของยอดจำหน่ายสลากวินโต๊ดและเปล๊สโต๊ดทั้งหมด ที่โจทก์จำหน่ายให้แก่ผู้ซื้อสลากม้าแข่งทั้งหมดตลอดมาจนถึงปัจจุบันจึงถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th