ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงาน ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานสินเชื่อ ๖ สาขาจันดี สังกัดสาขาระดับจังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและโจทก์ไม่ได้กระทำผิด ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิม หากไม่อาจกระทำได้ให้บังคับจำเลยจ่าย เงินโบนัสของปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ จำนวน ๔๕,๑๒๐ บาท ค่าชดเชยจำนวน ๕๗,๖๐๐ บาท และ ค่าเสียหายจำนวน ๓,๘๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบวิธีปฏิบัติของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จึงถูกลงโทษเลิกจ้างและเป็นการ เลิกจ้างที่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสของปีบัญชี ๒๕๓๙ เพียงกึ่งหนึ่งจำนวน ๒๓,๕๐๖ บาท ซึ่งจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๕๗,๖๐๐ บาท และเงินโบนัสจำนวน ๒๑,๖๑๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๙,๒๑๔ บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วฟัง ข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้บันทึกและสอบสวนรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าประจำสาขาจันดีของจำเลย (แบบ ๑๑ - ๐๓๐) รวมลูกค้า ๙ ราย ซึ่งปรากฏจากสำเนาทะเบียนบ้านว่าลูกค้าทั้ง ๙ ราย เข้ามาอยู่ในบ้านของลูกค้า แต่ละรายไม่ถึง ๑ ปี และบางรายก็มิใช่เจ้าของบ้าน โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของจำเลยซึ่งมีหน้าที่สอบสวนรายการตามแบบ ๑๑ - ๐๓๐ ควรจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันดังกล่าวให้ได้ความว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ก่อนที่จะสรุปความเห็นเสนอผู้จัดการสาขาพิจารณาว่าควรรับหรือไม่รับบุคคลขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า แต่โจทก์กลับสรุปความเห็นว่าควรให้รับขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าโดยละเลยไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้องก่อนตามระเบียบขั้นตอนและคำเตือนที่จำเลยกำหนดให้ปฏิบัติ การที่โจทก์ละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวน่าเชื่อว่าโจทก์กระทำโดยมีเจตนาที่จะบันทึกรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าประจำสาขาเป็นเท็จ ถือว่าโจทก์รายงานเท็จหรือเสนอความเห็นที่ไม่สุจริตต่อผู้บังคับบัญชา และไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติของจำเลย ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ ยืนยันว่าลูกค้าทั้ง ๙ ราย มีถิ่นที่อยู่และประกอบอาชีพเกษตรกรรมของตนในท้องที่ดำเนินงานของสาขาจันดีเกินกว่า ๑ ปี ทุกราย เท่ากับให้ศาลฎีการับฟังว่าโจทก์มิได้ละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของลูกค้าให้ถูกต้องตามระเบียบ เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงาน จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย ระบุเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์มีพฤติการณ์ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต สอบสวนรับบุคคลที่ขาด คุณสมบัติขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างของจำเลย บันทึกรายการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าที่เป็นเท็จ จัดทำคำขอกู้ให้แก่บุคคลดังกล่าวด้วยวงเงินกู้สูง และมีพฤติการณ์มีส่วนรู้เห็นกับการที่บุคคลภายนอกเรียกหรือรับผลประโยชน์จากลูกค้าเป็น ค่าวิ่งเต้นในการเข้าเป็นลูกค้าเพื่อกู้เงินจากจำเลย ซึ่งจำเลยอาจจะปรับเข้ากับข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ ๙ ว่าด้วย วินัย การสอบสวน และการลงโทษสำหรับพนักงานและลูกจ้าง ข้อ ๕ (๔) ว่า โจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงด้วยการทุจริตต่อหน้าที่ได้ แต่กลับปรากฏตามรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่จำเลยตั้งขึ้นว่า โจทก์กระทำผิดวินัยตามข้อ ๓ (๔) (๖) (๗) (๑๐) แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ สมควรเลิกจ้างโจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ ๔ ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอนสำหรับพนักงาน ข้อ ๑๙ (๒) ด้วยเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และต่อมาจำเลยก็มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบสวน โดยอ้างเหตุว่าการกระทำของโจทก์ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่และ ชื่อเสียงของจำเลย ซึ่งตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ ๖ ระบุว่าไม่เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยข้อบังคับของจำเลย หมวด ๔ การถอดถอน ข้อ ๑๙ (๒) เพราะไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ อันเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ไม่ใช่เลิกจ้างด้วยโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกหรือ ปลดออกตาม ข้อ ๔ (๑) (๒) ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ประสงค์ลงโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกหรือปลดออกเนื่องจากโจทก์กระทำผิดทางวินัยอย่าง ร้ายแรงอันจะทำให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่จำเลยประสงค์เลิกสัญญาจ้างเพราะเหตุไม่อาจไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๔๖ ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑ (๑) และมาตรา ๑๑ วรรคสอง แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ ก็ตาม แต่ตามระเบียบดังกล่าวข้อ ๔๕ ก็ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างในหลักเกณฑ์เดียวกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ ๔๖ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ เป็นเพียงการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องเท่านั้น จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เห็นสมควรปรับบทการจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องจ่ายเงินโบนัสของปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ เพิ่มให้โจทก์อีก ๒๑,๖๑๔ บาท หรือไม่ เห็นว่า ระเบียบฉบับที่ ๓๓ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสประจำปีสำหรับพนักงานของจำเลย ข้อ ๒ กำหนดว่าพนักงานที่ได้ปฏิบัติงานมาครบในรอบปีใดจะได้รับ เงินโบนัสในรอบปีนั้นตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) ถ้าพนักงานผู้ใดไม่เคยลา ? จะได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวน ?
ส่วนข้อ ๓ ถึงข้อ ๙ ของระเบียบดังกล่าวจะเห็นได้ว่าล้วนแต่กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสสำหรับพนักงานของจำเลยที่ทำงานไม่ครบรอบปีบัญชีจากสาเหตุกรณีต่าง ๆ เช่น ลาออก ได้รับทุนไปศึกษาต่อ ต้องออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ถูกเลิกจ้าง เป็นต้น สำหรับหลักเกณฑ์ตามข้อ ๑๐ วรรคสอง ก็เป็นกรณีที่พนักงานที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยในระหว่างรอบบัญชีของปีนั้น ๆ หาได้หมายความถึงพนักงานที่ทำงานครบรอบปีจนมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนดังที่ระบุไว้ในข้อ ๒ (๑) ดังความหมายที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังได้ความว่าโจทก์ทำงานครบรอบปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ แล้ว จำเลยตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และโจทก์ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ซึ่งอยู่ในระหว่างรอบปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๔๐ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๑ โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินโบนัสเต็มจำนวนสำหรับรอบปีบัญชี ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ ตามระเบียบของจำเลยข้อ ๒ (๑) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสจำนวน ๒๑,๖๑๔ บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๔๕ (๓) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลแรงงานกลาง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

