ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท โดยซื้อมาโดยสุจริตจากนายก้อง ชำนิกลการ ผู้มีอาชีพซื้อขายรถยนต์ใช้แล้ว โจทก์ได้รับมอบรถยนต์พิพาทซึ่งจดทะเบียนรถยนต์ถูกต้องตามกฎหมายจากกองทะเบียน กรมตำรวจ และได้ครอบครองใช้รถยนต์พิพาทตลอดมา จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ยึดรถยนต์พิพาทอ้างว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เพิกถอนการอนุญาตให้นำรถยนต์พิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรการกระทำของจำเลยกับพวกไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีอำนาจที่จะยึดได้โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยให้คืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้เงิน 3,550,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีอำนาจจัดเก็บภาษีอากร ยึด อายัดของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 การยึดรถยนต์พิพาทจำเลยกระทำโดยสุจริตตามอำนาจหน้าที่ชอบด้วยกฎหมาย รถยนต์พิพาทเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย หลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัด เป็นความผิดตามมาตรา 27, 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 กรมการค้าต่างประเทศได้มีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้นางสาวรุ่งระวีนำรถยนต์พิพาทเข้ามาในราชอาณาจักร รถยนต์พิพาทจึงเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์รับโอนรถยนต์พิพาทโดยรู้เห็นเป็นใจกับนางสาวรุ่งระวีให้นำรถยนต์พิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำแดงเท็จ เพื่อโจทก์จะได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานายก้อง ชำนิกลการ ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมอ้างว่า เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีเนื่องจากโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากตน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนรถยนต์พิพาทในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินจำนวน 2,840,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริตจากโจทก์ร่วมผู้เป็นพ่อค้าขายรถยนต์ โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทและมีสิทธิติดตามเอาคืนตามอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะมีอำนาจยึดรถยนต์พิพาทเพราะนางสาวรุ่งระวีนำเข้าโดยสำแดงเท็จและหลีกเลี่ยงกฎหมายและข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่การนำเข้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 99 และรถยนต์พิพาทพึงยึดและริบตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรดังกล่าว แต่ขณะโจทก์รับโอนมาศาลยังมิได้พิพากษาให้ริบ หรือตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรดังกล่าว โดยโจทก์ขอรถยนต์พิพาทคืนภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ถูกยึด จำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงต้องคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th