ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 เป็นน้องร่วมบิดามารดากับนายดีสามีโจทก์ที่ 1 เมื่อ 19 ปี มานี้โจทก์ที่ 1 แต่งงานกับนายดีมีบุตร 1 คนคือโจทก์ที่ 2 ในวันแต่งงานบิดามารดานายดีได้ยกนาพิพาทให้แก่โจทก์และนายดี โจทก์ทำนาพิพาทปีเศษ นายดีสามีโจทก์ตาย โจทก์อพยพไปอยู่ที่อื่น ได้มอบนาพิพาทให้บิดาดูแลแทนเวลานี้บิดาตายไปแล้ว โจทก์ไปขอรับนาพิพาทจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมให้จึงขอให้ศาลบังคับ
จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายดีโจทก์ที่ 2 ไม่ใช่บุตรนายดี ไม่มีสิทธิรับมรดก นาพิพาทจำเลยแจ้งการครอบครองเป็นของจำเลย
ศาลชั้นต้นเชื่อว่าบิดาได้ยกนาพิพาทให้โจทก์ นาจึงเป็นของโจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จำเลยฎีกามาว่า การยกที่ดินให้แก่กันโดยไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียนการยกให้ต่อเจ้าพนักงาน จึงเป็นโมฆะนั้นความข้อนี้จำเลยหาได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ เพิ่งจะยกขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นฎีกา ซึ่งปัญหาข้อนี้แม้จะถือว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่สำหรับคดีนี้ศาลฎีกายังไม่เห็นสมควรจะยกขึ้นวินิจฉัยให้ จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








