ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า การโอนที่ดินมรดกของนายถวิลให้จำเลยเป็นโมฆะและให้ที่ดินกลับมาสู่กองมรดกของนายถวิลเพื่อแบ่งแก่ทายาท ยกเว้นจำเลยให้ตัดออกจากการเป็นทายาท หากจำเลยไม่ยินยอมให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนความยินยอมของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 ประเภทโอนมรดก ระหว่างนางสาวเตือนใจ (ผู้จัดการมรดกของนายถวิล) ผู้ให้สัญญากับนางรัศมี และนางสาวเตือนใจ ผู้รับสัญญา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ จำเลยและนางสาวเตือนใจ เป็นบุตรนายถวิลกับนางอวน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 10 คน นายถวิลถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2297 เนื้อที่ 51 ไร่ 16 ตารางวา ศาลมีคำสั่งตั้งนางสาวเตือนใจเป็นผู้จัดการมรดกของนายถวิล ก่อนตายนายถวิลนำที่ดินพิพาทไปประกันหนี้เงินกู้ไว้กับนายกำพล และที่ดินถูกยึดบังคับชำระหนี้ นางสาวเตือนใจและจำเลยร่วมกันไถ่ถอนที่ดินคืนจากนายกำพล วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 นางสาวเตือนใจจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของนางสาวเตือนใจกับจำเลย ต่อมาในปี 2555 นางสาวเตือนใจฟ้องจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าว คดีเสร็จสิ้นโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมให้นางสาวเตือนใจได้ที่ดิน 1 ส่วนด้านทิศเหนือ จำเลยได้ที่ดิน 2 ส่วนด้านทิศใต้ แต่ยังไม่สามารถรังวัดแบ่งแยกที่ดินได้ ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2557 โจทก์ นายเรือนชัย และนายบรรยง ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวเตือนใจกับจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยขอเรียกทรัพย์มรดกคืน ศาลพิพากษายกฟ้องเฉพาะในส่วนของจำเลยเนื่องจากคดีขาดอายุความ

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2558 ของศาลแขวงอุบลราชธานีหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องนางสาวเตือนใจและจำเลยเรียกทรัพย์มรดกคืน อ้างว่าบุคคลทั้งสองมีเจตนาทุจริตร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2297 เป็นของจำเลยและนางสาวเตือนใจโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่น ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวกลับเข้าสู่กองมรดก ศาลแขวงอุบลราชธานี วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบุตรของนายถวิล เจ้ามรดกจึงเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิจะรับมรดก เมื่อนางสาวเตือนใจซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีความชอบธรรมที่จะรับไว้ด้วยสิทธิความเป็นทายาท และย่อมจะครอบครองทรัพย์มรดกได้ด้วยอำนาจของตน กรณีไม่เข้าข่ายการปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดกและไม่ถือเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อรับเอาทรัพย์มรดก จึงเป็นคดีมรดก และโจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีในส่วนของจำเลยขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องในส่วนของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแขวงอุบลราชธานี คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางสาวเตือนใจกับจำเลย โดยอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันกับคดีก่อน แม้จะอ้างเหตุแห่งการเพิกถอนว่าเป็นนิติกรรมอำพรางก็ด้วยมีความประสงค์อย่างเดียวกัน คือให้ที่ดินพิพาทกลับสู่กองมรดกของนายถวิล และนำมาแบ่งปันแก่โจทก์รวมทั้งทายาทอื่นต่อไป ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้และคดีก่อนจึงเป็นข้ออ้างเดียวกัน คือ การโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางสาวเตือนใจกับจำเลยกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนี้ แม้คดีก่อนศาลแขวงอุบลราชธานีได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยเพราะเหตุขาดอายุความ แต่ศาลแขวงอุบลราชธานีก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีด้วยว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดก การที่นางสาวเตือนใจผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยมิใช่การปิดบังยักยอกทรัพย์มรดกและไม่ถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ย่อมถือได้ว่าศาลแขวงอุบลราชธานีได้วินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องที่ฟ้องร้องกันแล้ว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 142/2558 ของศาลแขวงอุบลราชธานี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี โดยมิได้พิพากษาสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเสียใหม่ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1402/2560

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th