ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เป็นความผิดฐานฉ้อโกง 3 กระทง และความผิดฐานยักยอก 1 กระทง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 341, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงและยักยอกจำนวน 199,322.13 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา บริษัทอาณาจักรสุโขทัยหินอ่อน จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ความผิดฐานฉ้อโกง ให้จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก12 เดือน ความผิดฐานยักยอกจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 16 เดือนให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 199,322.13 บาท แก่โจทก์ร่วม
จำเลย อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้อง
โจทก์ และ โจทก์ร่วม ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า คำฟ้องโจทก์และโจทก์ทั้งหมดเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องแยกข้อหาฉ้อโกงไว้ข้อ ก. ข. และ ง. และข้อหายักยอกไว้ ข้อ ค.เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องข้อ ก. ข. และ ง. และ มีความหมายพอเข้าใจได้ว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตแสดงข้อความอันเป็นเท็จจริงอันควรบอกให้แจ้งโดยหลอกลวงโจทก์ร่วมในฟ้องข้อ ก. ว่า โจทก์ร่วมต้องเสียภาษีต่อกรมสรรพากร เป็นจำนวน 147,053 บาท และในฟ้องข้อ ข. และ ง. ว่า โจทก์ร่วมต้องเสียภาษีต่อกรมสรรพากรเป็นจำนวน 60,813.58 บาท และ71,999.20 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องตอนต่อมาในข้อ ก. ว่า จำเลยกลับไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีต่อกรมสรรพากรเพียง 122,543.65 บาท และใน ข. และ ง. ว่า จำเลยกลับทำแบบแสดงรายการภาษีโดยไม่ต้องชำระภาษีต่อกรมสรรพากร นั้นเท่ากับโจทก์ได้บรรยายว่า ความจริงแล้วโจทก์ต้องเสียภาษีในฟ้องข้อ ก.เพียงใดหรือไม่ต้องเสียภาษีในฟ้องข้อ ข. และ ง.เลยจนโจทก์ร่วมหลงเชื่อได้จ่ายเงินให้จำเลยไปตามที่จำเลยขอเบิก แล้วจำเลยได้เอาเงินส่วนที่เบิกเกินไปตามข้อ ก. และส่วนที่ไม่ได้ชำระภาษีเลยตามข้อ ข. และง. ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แล้วที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำฟ้องข้อ ก. ข. และ ง. ไม่เข้าลักษณะเป็นความผิดข้อหาฉ้อโกงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วย สำหรับคำฟ้องข้อ ค. นั้น เห็นว่า การบรรยายคำฟ้องในการกระทำผิดข้อหายักยอกนั้น ต้องระบุถึงวันเวลาที่จำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ซึ่งเป็นวันกระทำผิดมาในฟ้องด้วย ส่วนวันที่จำเลยครอบครองทรัพย์ไม่ใช่วันกระทำผิดเพราะผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นไว้ แต่ไม่ได้เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตผู้นั้นย่อมไม่มีความผิด ข้อหายักยอกตามคำฟ้องข้อ ค. ที่กล่าวแต่เพียงวันที่จำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ แต่ไม่มีข้อความแสดงว่าจำเลยได้เบียดบังเอาทรัพย์นั้น เป็นของตนวันเวลาใด จะถือเอาวันที่จำเลยครอบครองทรัพย์เป็นวันที่จำเลยกระทำผิดหาได้ไม่ เพราะไม่มีข้อความตอนใดที่จะให้เข้าใจได้เช่นนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำฟ้องข้อ ค.เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


