ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6698 เนื้อที่ 11 ตารางวา เมื่อประมาณต้นปี 2533 จำเลยบุกรุกนำต้นไม้เข้ามาปลูกในที่ดินดังกล่าวตลอดแนวความยาวทางด้านทิศใต้คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยถอนต้นไม้พร้อมขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยอ้างว่าที่ดินรุกล้ำเป็นที่ดินของจำเลย ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6698 ของโจทก์และให้จำเลยถอนต้นไม้และขนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ของจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6698 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าที่ดินที่จำเลยบุกรุก 3 ตารางวา ดังกล่าวอยู่ด้านไหน กว้างเท่าใดลึกเท่าใดและยาวเท่าใด จำเลยปลูกโรงเรียนในที่ดินของจำเลยตลอดจนปลูกต้นไม้ไว้ในที่ดินของจำเลยนับตั้งแต่ซื้อมาเมื่อปี 2519 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ไม่ได้บุกรุกที่ดินโจทก์แต่อย่างใดขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6698 และให้จำเลยรื้อถอนต้นไม้และทรัพย์สินต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกา จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาเฉพาะฎีกาข้อ 2.1 และข้อ 4 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย นอกจากนั้นไม่รับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยบุกรุกนำต้นไม้เข้ามาปลูกในที่ดินโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวาจำเลยให้การว่าจำเลยปลูกต้นไม้ในที่ดินของจำเลย ไม่ได้บุกรุกที่ดินโจทก์ โดยมิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ทั้งมิได้ยกประเด็นเรื่องการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรคสอง ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ด้วย ดังนั้นการที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 การที่จำเลยยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาเพราะเป็นว่าเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงและศาลฎีกาเห็นว่าเป็นฎีกาในข้อกฎหมายจึงสั่งรับฎีกาในประเด็นดังกล่าวมานั้น เห็นว่า แม้จะเป็นการฎีกาในข้อกฎหมาย แต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยเพียงว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6698 เลขที่ดิน 347 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 11 ตารางวา มีอาณาเขตทางด้านทิศใต้ติดที่ดินของจำเลย จำเลยได้รุกล้ำนำต้นไม้เข้ามาปลูกในที่ดินของโจทก์ตลอดแนวความยาวทางด้านทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวาขอให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว แม้จะไม่บรรยายว่าจำเลยได้บุกรุกที่ดินของโจทก์กว้าง ยาวและลึกเท่าใดก็ตามแต่ก็พอเป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยบุกรุกที่ดินส่วนไหนของโจทก์อย่างไร อีกทั้งจำเลยก็ได้ให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้องฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกัน การกำหนดค่าทนายความใช้แทนให้แก่ผู้ชนะคดีในกรณีเช่นนี้จึงต้องถือเอาค่าทนายความในอัตราขั้นสูงกว่าตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลักเมื่อปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้ไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งมีค่าทนายความอัตราขั้นต่ำไม่ว่าในศาลใด 50 บาท และอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้น 300 บาท ในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา 200 บาท แต่สำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์กำหนดค่าทนายความอัตราขั้นต่ำไม่ว่าในศาลใด 50 บาท และอัตราขึ้นสูงในศาลชั้นต้น 3,000 บาท ในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา 1,500 บาท เช่นนี้จึงต้องถือเอาอัตราค่าทนายความในคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งมีอัตราสูงกว่ามาใช้บังคับ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความใช้แทนเกินกว่าอัตราขั้นสูงและพิพากษาแก้มานั้นเป็นการไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามโจทก์มิได้ฎีกาขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าทนายความให้สูงขึ้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์ให้สูงขึ้นได้

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th