ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเบียดบังเอารถจักรยานยนต์คันที่เช่าซื้อไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี การนำสืบยอมรับข้อเท็จจริงของจำเลยเป็น ประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคา 35,000 บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นายสมชายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2535 เวลากลางวันขณะที่นายสมชายอยู่ที่ร้านได้มีจำเลยมาติดต่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไปหลังจากจำเลยรับรถจักรยานยนต์ไปแล้วไม่ได้ส่งเงินค่างวดและทราบว่าเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2535 จำเลยได้นำรถจักรยานยนต์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้นายสมชายได้รับความเสียหาย จึงมาร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป และตอนท้ายก็ลงชื่อนายสมชาย และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จากข้อความดังกล่าวไม่ได้ระบุว่านายสมชายเกี่ยวข้องกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ยานยนต์บุรีรัมย์ผู้เสียหายอย่างไร รถจักรยานยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อไปนั้นเป็นของผู้ใดก็ไม่บันทึกไว้ นอกจากนี้ก็ไม่มีข้อความใดระบุไว้ว่านายสมชายได้ร้องทุกข์ในนามของผู้เสียหาย ทั้งไม่ปรากฎรอยตราของผู้เสียหายในช่องผู้ร้องทุกข์แต่อย่างใด จึงไม่อาจแปลเจตนาได้ว่านายสมชายร้องทุกข์ในนามของผู้เสียหาย แม้ตามข้อเท็จจริงนายสมชายยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของผู้เสียหายก็ไม่อาจแปลเจตนาว่าได้กระทำการแทนผู้เสียหายในกรณีเช่นนี้ได้ เมื่อนายสมชายร้องทุกข์ในนามตนเองส่วนผู้เสียหายยังไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยโดยชอบโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








