ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน25,513,150.68 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน10,800,000 บาท และให้ชำระเงินจำนวน 483,006.86 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ในต้นเงิน 160,000 บาท และชำระเงินจำนวน610,221.39 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องโจทก์

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นประธานกรรมการของโจทก์จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ และจำเลยที่ 3 เคยเป็นกรรมการของโจทก์ เมื่อปี 2526 ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเกี่ยวกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และเครดิตฟองซิเอร์ต่าง ๆ รวมทั้งโจทก์ด้วย โดยขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่มีเงินจ่ายคืนแก่ลูกค้าผู้ฝากเงิน กระทรวงการคลังจึงดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าว เรียกว่า "โครงการ 4 เมษายน" โดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าช่วยเหลือพยุงฐานะของโจทก์และเพื่อแก้ไขสภาพคล่องตัวของโจทก์ตามรายละเอียดในคำแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังเอกสารหมาย จ.3 จำเลยทั้งสามมีอำนาจกระทำการในนามของโจทก์และในนามของตนเองในฐานะผู้ถือหุ้นได้ยื่นแสดงความจำนงขอความช่วยเหลือและเข้าร่วมโครงการของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยตามหนังสือแสดงความตกลงและยินยอม ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2527 เอกสารหมาย จ.7 ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2527 จำเลยทั้งสามต่างทำสัญญาค้ำประกันลูกหนี้ของโจทก์รวม 7 ราย คือ นายมนัส แผ่นทอง จำนวนเงิน 10,800,000 บาท นายธีระ เริงปริติ จำนวนเงิน 160,000 บาท และนายมงคล วศิ่นวัฒนพงษ์ จำนวนเงิน 250,000 บาทกับลูกหนี้คนอื่น ๆ โดยจำเลยทั้งสามยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 สำหรับหนี้ของนายมนัสเป็นหนี้ประเภทเงินกู้โดยจำเลยทั้งสามให้นายมนัส เข้ารับเป็นลูกหนี้ในจำนวนเงินที่จ่ายไปในการซื้อหุ้นของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สูงกว่าความเป็นจริง และให้นายมนัสออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 10,800,000 บาท มีนายยุทธ เจริญศรีเป็นผู้อาวัล โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสามกับพวก เรื่องตัวแทนละเมิดให้ร่วมกันใช้เงินจำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.1 และ ล.31ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ยื่นเพื่อประกอบคดี ศาลฎีกายังคงพิพากษาให้ยกฟ้องนายมนัสจำเลยที่ 6 และนายยุทธ จำเลยที่ 7 ส่วนนายธีระแลนายมงคลเป็นหนี้ตามสัญญาขายลดเช็ค แต่เช็คของบุคคลทั้งสองไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ โจทก์จึงฟ้องนายธีระและนายมงคลต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายธีระและนายมงคลชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18แต่โจทก์ไม่สามารถบังคับคดีชำระหนี้เอาจากนายธีระและนายยุทธได้

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 มีผลใช้บังคับได้หรือไม่สำหรับกรณีที่จำเลยทั้งสามค้ำประกันหนี้ของนายมนัส แผ่นทอง นั้นเห็นว่า โจทก์เคยฟ้องนายมนัสและจำเลยทั้งสามกับพวก ในเรื่องตัวแทนละเมิด มาแล้ว ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 5306/2538 ซึ่งคดีดังกล่าวศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการโจทก์สมคบร่วมกันนายเงิน โจทก์ซื้อหุ้นเกินไปกว่าราคาที่โจทก์ซื้อรวม 10,814,416.53บาท (ต้นเงิน 10,800,000 บาท) จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้คืนโจทก์ดังนั้น การที่โจทก์นำเอาหนี้จำนวนเดียวกันซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว มาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144 วรรคหนึ่ง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสามจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5), 246 และ 247โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตามสัญญาค้ำประกันหนี้ของนายมนัสอีก

ส่วนกรณีที่จำเลยทั้งสามค้ำประกันหนี้ของนายธีระ เริงปริติและนายมงคล วศินวัฒนพงษ์ เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่านายธีระและนายมงคลเป็นหนี้โจทก์จริงตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.15 และ จ.17 ดังนั้นแม้ว่าจำเลยทั้งสามจะทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของนายธีระและนายมงคลลูกหนี้โจทก์เนื่องจากโจทก์ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ต้องการเข้าโครงการ 4 เมษายน เพื่อรับสิทธิรับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้มีเจตนาผูกพันตามที่แสดงออกมาก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้การแสดงเจตนาตกเป็นโมฆะเว้นแต่โจทก์จะได้รู้เจตนาอันซ่อนเร้นอยู่ในใจของจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 ซึ่งปรากฏว่าขณะทำสัญญาค้ำประกันจำเลยทั้งสามเป็นผู้แทนโจทก์ โดยจำเลยที่ 1เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการและจำเลยที่ 3เป็นกรรมการ ซึ่งถือว่าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนนิติบุคคล จึงถือว่าความรู้ของจำเลยทั้งสามเป็นความรู้ของโจทก์ไม่ได้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 74 ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า กรรมการคนอื่นของโจทก์รู้เห็นด้วยนั้น ก็มีเพียงตัวจำเลยที่ 2 เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่มีรายละเอียดชัดแจ้ง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายธีระและนายมงคลเป็นหนี้โจทก์จริง และจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาค้ำประกันบุคคลทั้งสองไว้ต่อโจทก์เช่นนี้จำเลยทั้งสามก็ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ที่นายธีระเริงปริติ เป็นหนี้โจทก์จำนวน 483,006.86 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ที่นายมงคล วศินวัฒนพงษ์ เป็นหนี้โจทก์จำนวน 610,221.39 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปีของต้นเงิน 250,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th