ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำต่อมาวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๑ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่ลูกจ้างประจำของจำเลยและทำงานติดต่อกันไม่เกิน ๑๒๐ วัน โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง
วันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยไม่มาศาล ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณาให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจสั่งและดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา มาตรา ๒๐๒ แล้วจดแจ้งเรื่องที่กระทำหรือการดำเนินกระบวนพิจารณา ทั้งหลายนั้นลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับเดียวกันได้ ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายที่จะถือไม่ได้ว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและเป็นการชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวและเมื่อจำเลยมาศาลในขณะที่ศาลแรงงานกลางกำลังอ่านรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ที่เหลือนั้นต่อไป และจดแจ้งว่าคดีเสร็จการพิจารณา ดังนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยมาศาลเมื่อพ้นเวลาที่จำเลยจะนำพยานของตนเข้าสืบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๕ วรรคสาม (๑) จำเลยจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบได้ แต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ ๒๓ เกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอบังคับ จึงให้ได้รับเพียงเท่าที่มีคำขอ
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ ๒๓ เป็นเงิน ๑๖,๒๐๐ บาท กับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


