ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357, 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหุ้นหรือชดใช้ราคา528,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง, 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหุ้นหรือชดใช้ราคาเป็นจำนวนเงิน 528,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า คดีนี้มิได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษเพราะหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่ได้ปิดอากรแสตมป์นั้น ในปัญหานี้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 บัญญัติความว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้" เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวตราสารที่ปิดแสตมป์ไม่บริบูรณ์จะใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ไม่รวมถึงคดีอาญาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเอกสารหมายป.จ.2 ของศาลอาญา เป็นเอกสารที่แท้จริงที่ผู้เสียหายมอบอำนาจให้นายสวัสดี วงศ์อริยจิต ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวก และนายสวัสดีได้ไปร้องทุกข์ตามหนังสือมอบอำนาจนี้ จึงเป็นการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาต่อไปของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้คำเบิกความของพันตำรวจตรีสานนท์และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง และนายชาญชัยในคดีอื่นจะเป็นพยานบอกเล่าก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองและนายชาญชัยได้ให้การไว้โดยละเอียดถึงขั้นตอนในการที่นายชาญชัยได้หุ้นมายักยอกหุ้นไว้วันเวลาที่บุคคลทั้งสองนัดพบกันและปรึกษาหารือกันในการจำหน่ายหุ้นที่ยักยอกมาตลอด จนจำเลยที่ 2 ได้นำหุ้นไปขายแล้วนำเงินมาแบ่งปันกัน พันตำรวจตรีสานนท์ผู้ทำการสอบสวนและบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดและไม่ปรากฎว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองและนายชาญชัย มีเหตุผลเชื่อได้ว่าพันตำรวจตรีสานนท์ได้สอบสวนและบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนไปตามความเป็นจริงจำเลยทั้งสองและนายชาญชัยได้ให้การในชั้นสอบสวนเชื่อมโยงมีเหตุผลติดต่อกันและในที่สุดหุ้นที่ถูกยักยอกไปได้มีการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ตรงกับจำเลยที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนเมื่อพิจารณาคำเบิกความของพันตำรวจตรีสานนท์กับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองและนายชาญชัยประกอบคำเบิกความของนางสาวจินตนาและนายสันติภาพ เวศอุไร ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด เชื่อได้ว่านายชาญชัยได้ยักยอกหุ้นของผู้เสียหายมา และได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ช่วยจำหน่ายจริง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานรับของโจรตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th