ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2530 จำเลยที่ 1ได้ทำสัญญากู้และรับเงินกู้ไปจากโจทก์จำนวน 51,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระเงินคืนในวันที่ 25 มีนาคม2533 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1ไม่ชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย ซึ่งโจทก์คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 36,337 บาท จำเลยที่ 1 จึงค้างชำระเงินให้โจทก์รวมเป็นเงิน 87,337 บาท แต่ก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้โจทก์ 20,000 บาท จึงคงค้างชำระ 67,337 บาท ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์ 67,337 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 51,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อประมาณปี 2530 จำเลยที่ 1กู้เงินโจทก์ 20,000 บาท ได้ลงชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้และจำเลยที่ 2 ลงชื่อในสัญญาค้ำประกันโดยไม่ได้กรอกข้อความหลังจากกู้แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้โจทก์รวมทั้งสิ้น50,000 บาท ต่อมาเมื่อต้นปี 2535 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินอีก 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ชำระโจทก์จึงกรอกข้อความในแบบพิมพ์สัญญาเงินกู้และสัญญาค้ำประกันโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสองแล้วนำมาฟ้อง สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันจึงเป็นสัญญาปลอม ใช้บังคับจำเลยทั้งสองไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 67,337 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2ชำระแทน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินยืมโจทก์ เมื่อวันที่30 มิถุนายน 2530 จำนวน 51,000 บาท และรับเงินไปในวันทำสัญญาแต่จากการนำสืบของโจทก์กลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินไปในวันทำสัญญา ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจึงต่างกับที่โจทก์ฟ้องศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องนั้นในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าเดิมภริยาของจำเลยที่ 1 เคยกู้ยืมเงินโจทก์ ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำความตกลงหนี้ส่วนที่ภริยาของจำเลยที่ 1กู้ยืมเงินโจทก์ ปรากฏว่า ภริยาของจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 51,000 บาท จำเลยที่ 1จึงทำสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ให้โจทก์ไว้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน2530 โดยจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.2 เห็นว่า การนำสืบของโจทก์ดังกล่าว เป็นการนำสืบถึงมูลหนี้เดิมก่อนที่จะนำเอามูลหนี้นั้นมาทำเป็นสัญญากู้ซึ่งเป็นรายละเอียด โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายถึงมูลหนี้เดิมมาในฟ้องก็ได้ การนำสืบของโจทก์ดังกล่าว จึงไม่เป็นการนำสืบแตกต่างหรือขัดแย้งกับคำฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจึงไม่เกินคำขอท้ายฟ้องดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th