ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำกลางระยองในข้อหานำโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 72 (6) ลงโทษจำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 538/2559 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ริบของกลาง โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 6 มิถุนายน 2562 โดยหักวันต้องขังในระหว่างพิจารณาให้จำเลย 1 วัน
จำเลยยื่นคำร้องขอให้หักวันต้องขังแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นหักวันที่ถูกคุมขังให้จำเลยถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ได้ถูกควบคุมตัวในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยในวันดังกล่าว จึงต้องเริ่มนับวันที่จำเลยถูกคุมขังนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยไว้ในคดีนี้ คือ วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 จะนำวันที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่นมาหักจากโทษจำคุกในคดีนี้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 จำเลยจึงถูกคุมขังมาเพียง 1 วัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1917/2563
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

