ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 8456 โดยรับซื้อมาซึ่งในขณะนั้นมีบ้านเลขที่ 131 ปลูกอยู่ในที่ดินบางส่วน โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมให้นายชม สิงหเพ็ชร เช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัย และโจทก์ให้นายชมเช่าที่ดินเนื้อที่ดังกล่าวต่อมา นายชมไม่ชำระค่าเช่าให้โจทก์ จำเลยอ้างว่าเป็นภรรยานายชม เข้าครอบครองอยู่ในบ้านดังกล่าวโดยไม่ชำระค่าเช่าเกินกว่าสองเดือน จึงขอให้ศาลบังคับโดยขับไล่จำเลยกับบริวารและให้รื้อถอนเรือนเลขทะเบียนที่ 131 ออกไปจากที่ดินของโจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัด การเช่ารายนี้เป็นการเช่าที่ดินเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยกับบริวาร รื้อบ้านเลขที่ 131 ออกไปจากที่ดินของโจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะฟ้องจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. 2504 โจทก์ไม่มีสิทธิ์ฟ้องขับไล่จำเลยแต่เนื่องจากในระหว่างศาลฎีกาทำการพิจารณาคดีนี้ ปรากฏว่าพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. 2504 มาตรา 21 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. 2511 (ฉบับที่ 3) มาตรา 3 กำหนดให้พระราชบัญญัติดังกล่าวเฉพาะมาตรา 11 และ 17 ใช้บังคับได้เพียง 8 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. 2504 ใช้บังคับ (ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2504) มาตรา 11 และ 17 ดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับ หรือเลิกใช้บังคับแล้ว จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวต่อไป ดังนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า ศาลฎีกาจะพิพากษาให้ขับไล่จำเลยได้เลยหรือไม่
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า เหตุที่ศาลจะยกขึ้นพิพากษาขับไล่จำเลยได้ จะต้องเป็นเหตุที่มีอยู่ตามกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับในขณะฟ้อง ฉะนั้น ศาลฎีกาจะยกเอาความสิ้นอายุของพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าฯ ดังกล่าวในระหว่างพิจารณามาเป็นเหตุพิพากษาขับไล่จำเลยไม่ได้
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


