ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งมูลคดีเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1)ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่าเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งวินิจฉัย ว่า พยานหลักฐาน ที่ โจทก์นำสืบยังไม่พอฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง โจทก์จะนำหนี้จำนวนเดียวกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้อีกหรือไม่ พิเคราะห์แล้วคำพิพากษาคดีแพ่งซึ่งถึงที่สุดแล้วย่อมผูกพันโจทก์ผู้เป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก แม้จะมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายต่อมา โจทก์จะโต้เถียงคำพิพากษาดังกล่าวว่าไม่ผูกพันตนหาได้ไม่ ต้องถือว่าหนี้เบิกเงินเกินบัญชีตามคำพิพากษาในคดีแพ่งนั้นโจทก์ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ แม้คำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งจะมิได้วินิจฉัยไว้โดยตรงว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ แต่การที่ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่พอฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องนั้น มีความหมายในตัวว่าโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวอีกต่อไป การที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น ศาลก็ต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 14 ซึ่งต้องพิจารณาว่าจำเลยเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์หรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งแล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้ล้มละลายในมูลหนี้เดียวกันนั้นอีก
พิพากษายืน.
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








