ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุโจทก์เป็นผู้ครอบครองและมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสาม และบ้านเลขที่ 300/2 พร้อมรั้วรอบที่ดินเป็นของโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทมิใช่ที่ราชพัสดุ ก็ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าดินที่ถมและค่ารั้วคอนกรีตพร้อมค่าบ้านเลขที่ 300/2 จำนวน 55,000 บาทแทนการรื้อถอนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดชี้สองสถานและนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมนายเวที ไชยดิษฐ์ บิดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเวที ให้ขับไล่โจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 500/2535 ของศาลชั้นต้น นอกจากนี้นายเวทีเคยพิพาทกับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เรื่อง ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุหรือไม่ ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน และคณะกรรมการวินิจฉัยว่าที่ดินคูเมืองและที่ดินชานกำแพงเมืองนครศรีธรรมราชมิใช่ที่ราชพัสดุ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ สร.1005/77 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2524 และยังมีหนังสือแจ้งการเพิกถอนที่ราชพัสดุเพื่อออกเอกสารสิทธิให้ราษฎรโดยหนังสือสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ สร.0107 (งสส.)/3773ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดการชี้สองสถานชอบหรือไม่ ข้อนี้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 3กรกฎาคม 2539 ว่า ศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การจำเลยที่ 1แล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดชี้สองสถานและนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 เดือนเดียวกัน เวลา 9 นาฬิกา ดังนี้เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยานอันเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาและมีคำสั่งดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182(4)คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดการชี้สองสถานดังกล่าวจึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว

โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า ในปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 500/2535 ของศาลชั้นต้นหรือไม่นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าฟ้องโจทก์มิใช่ฟ้องซ้ำอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิชอบศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัย ซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเพราะฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้ว ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยด้วยเห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 500/2535 ของศาลชั้นต้น โจทก์อุทธรณ์ในข้อนี้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดแจ้งว่าบ้านเลขที่ 300/2ซึ่งเป็นของนายเวที ไชยดิษฐ์ อยู่ก่อนนั้นได้พังลง โจทก์ได้ปลูกขึ้นใหม่เมื่อปี 2535 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2538 จึงไม่ใช่มูลคดีเดียวกัน แต่เป็นมูลคดีที่ปรากฏขึ้นใหม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ดังนี้ ฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ซึ่งศาลฎีกาก็เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ ปัญหานี้ปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 500/2535ของศาลชั้นต้นที่ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งมาเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาว่า นายเวที ไชยดิษฐ์ ซึ่งนายวรเทพ ไชยดิษฐ์ ในฐานะทายาทของนายเวทีจำเลยที่ 1ในคดีนี้ได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยว่า โจทก์เข้าไปอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 300/2 ซึ่งนายเวทีได้ปลูกสร้างลงบนที่ดินที่ได้ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินแล้ว โจทก์ได้ตัดฟันต้นไม้ของนายเวทีอันเป็นการกระทำละเมิดต่อนายเวที นายเวทีได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายเวทีไม่ประสงค์ให้โจทก์อยู่อาศัยในบ้านและที่ดินของนายเวที แต่โจทก์และบริวารยังคงไม่ย้ายออกขอให้ขับไล่โจทก์และบริวาร และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โจทก์ให้การว่า หลังจากที่นายเวทีได้ยกบ้านและที่ดินตามฟ้องให้พลตรีสวาท แก้วมณี แล้ว พลตรีสวาทได้ขายบ้านและที่ดินนี้ให้โจทก์ โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ส่วนต้นไม้ไม่ใช่ของนายเวทีและโจทก์มิได้ตัดฟัน จึงมิต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่นายเวที ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาทพร้อมให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า นายเวทีไม่ได้ยกบ้านและที่ดินพิพาทให้พลตรีสวาท และพลตรีสวาทไม่ได้ขายบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ บ้านและที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของนายเวที โจทก์ฎีกา แต่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5393/2538 โจทก์มาฟ้องนายวรเทพในฐานะทายาทของนายเวทีจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2กับที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรและทายาทของนายเวทีในคดีนี้ว่าที่ดินพิพาทโจทก์เป็นผู้ครอบครองและเป็นที่ราชพัสดุอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินบ้านเลขที่ 300/2 ซึ่งเป็นของนายเวทีอยู่ก่อนได้พังลง โจทก์ได้ปลูกสร้างโรงเรือนขึ้นใหม่แต่ใช้เลขที่บ้านเดิมและร่วมออกเงินเพื่อถมดินในที่ดินดังกล่าวกับผู้มีชื่ออีก 3 คน ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุโจทก์เป็นผู้ครอบครองและมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสาม และให้บ้านเลขที่ 300/2 พร้อมรั้วเป็นของโจทก์ หากที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุ ก็ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าดินที่ถมและค่ารั้วคอนกรีตพร้อมค่าบ้านเลขที่ 300/2 จำนวน 55,000 บาทแทนการรื้อถอนแก่โจทก์ ดังนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จะถือได้ว่าเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 500/2535 ของศาลชั้นต้น และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุหรือไม่ ซึ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 500/2535 ของศาลชั้นต้น ไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยดังกล่าวการที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้จึงมิใช่การที่คู่ความเดียวกันรอร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 อย่างไรก็ดีผลแห่งคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 500/2535ของศาลชั้นต้นที่ว่าที่ดินและบ้านพิพาทยังเป็นของนายเวทีย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จำต้องยอมรับผลแห่งคำพิพากษานั้น จะมาอ้างในคำฟ้องคดีนี้ว่าความจริงที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองและมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสามโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ จึงมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้ไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 500/2535ของศาลชั้นต้น ทั้ง ๆ ที่โจทก์ต้องคำพิพากษาให้เป็นฝ่ายแพ้คดีนั้นหาได้ไม่ มิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลย่อมจะไร้ผลเมื่อนายเวทีโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกบ้านและที่ดินพิพาทของนายเวทีเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลสั่งแสดงว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท และมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสาม และให้บ้านเลขที่ 300/2พร้อมรั้วรอบที่ดินเป็นของโจทก์ในคดีนี้อีก ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)ประกอบมาตรา 246 และ 247

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่าฟ้องของโจทก์คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านเลขที่ 300/2 และการถมดินในที่ดินพิพาทเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 28/2536 ของศาลชั้นต้น ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ปัญหานี้ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 28/2536 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งมาเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาว่าโจทก์ในคดีนี้ได้ฟ้องนายเวที ไชยดิษฐ์ ซึ่งเป็นจำเลยซึ่งปรากฏตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่นายเวทีผู้มรณะ โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2534 โจทก์ได้ว่าจ้างนายปรีชา ณ นครก่อสร้างรั้วกำแพงซีเมนต์ลงบนที่ดินแปลงพิพาทและถมดินในที่ดินดังกล่าวให้เสมอกับระดับถนนด้วยผลแห่งคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 500/2535 ของศาลชั้นต้น นายเวทีจึงเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ได้ปลูกสร้างลงในที่ดินพิพาทโดยสุจริต และนายเวทีมีหน้าที่ชดใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะสิ่งปลูกสร้าง ขอให้บังคับนายเวทีชดใช้เงินค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะสิ่งก่อสร้างที่โจทก์ได้ปลูกสร้างลงในที่ดินของนายเวทีโดยสุจริตเป็นเงิน 280,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 28/2536 ของศาลชั้นต้นเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกันกับฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ กล่าวคือฟ้องของโจทก์ในคดีนี้โจทก์ก็ได้กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้ร่วมกับผู้มีชื่ออีก 3 คน ถมที่ดินในที่ดินแปลงพิพาทและโจทก์ได้ปลูกสร้างโรงเรือนขึ้นใหม่ในที่ดินพิพาท ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของบ้านที่โจทก์ปลูกสร้างขึ้นใหม่ และให้จำเลยทั้งสามชำระค่าดินที่ถมและรั้วคอนกรีตพร้อมค่าบ้านเลขที่ 300/2 จำนวน 55,000 บาท แทนการรื้อถอนแก่โจทก์ซึ่งเป็นคำขอบังคับทำนองเดียวกับคำขอให้ชดใช้เงินค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์ได้ปลูกสร้างลงในที่ดินของนายเวทีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 28/2536 ของศาลชั้นต้นโจทก์ในคดีนี้และคดีดังกล่าวเป็นบุคคลคนเดียวกัน ส่วนจำเลยในทั้งสองคดีปรากฏว่าในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 28/2536ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องนายเวทีซึ่งมีจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่นายเวทีผู้มรณะในฐานะทายาท ส่วนในคดีนี้โจทก์ก็ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายเวที จำเลยที่ 2และที่ 3 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินและบ้านพิพาทของนายเวที ถือได้ว่าจำเลยในทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านพิพาทและการถมดินในที่ดินพิพาทไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 28/2536 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น และโจทก์ยื่นคำฟ้องในคดีนี้ในเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกันอีกฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 28/2536 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th